9/29/2009

การลงมาบำเพ็ญพระบารมี



สำหรับเรื่องอดีตชาติของหลวงพ่อพวกเรา และบรรดาลูกหลานที่ติดตามกันมา ที่พวกเราเรียกว่า "กลุ่มเดิม" พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิกขีทศพล ที่ทรงตรัสเล่าให้หลวงพ่อของพวกเราฟังเมื่อ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๑๑ เวลา ๔.๓๐ น. ผมเข้าใจว่าบรรดาพวกเราส่วนใหญ่คงเคยได้อ่านได้ฟังมาบ้างแล้ว ส่วนตัวผมเองได้ฟังและได้อ่านหลายรอบก็ไม่เคยเบื่อเลย ผมโชคดีที่บังเอิญเป็นคนขี้ลืมอ่านครั้งไรจึงสนุกทุกครั้ง เออ คนขี้ลืมนี่ก็ดีไปอย่างไม่เปลืองดี แหะๆ

ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัย พระพุทธสิกขีทศพลที่อยู่ใน ๒๘ องค์ ในช่วง ๔ อสงไขยสุดท้าย ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เพราะท่าน สิรันตะ ในเรื่องนี้ท่านได้บรรลุพระโสดาบันในสมัยนี้ และสำเร็จพระอรหันต์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ถัดมา คือ พระพุทธเวสสภู และอีกอย่างคือการที่สมเด็จพระพุทธสิกขีทศพล ท่านให้นับถอยหลังจากปัจจุบันไปถึงสมัยนั้น (สมัยของท่าน) โดยท่านให้นับตั้งต้นด้วยเลข ๕ แล้วบวก ๐ อีก ๕๐ ตัว เพราะหากเป็นสมัยสมเด็จพระพุทธสิกขีทศพลที่ ๑ หรือองค์ปฐมจริงๆ คงนับแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ ครับ

เรื่องนี้ได้สาระมากครับ โดยเฉพาะเรื่อง "วิปัสสนาญาณ หรือกฏไตรลักษณ์" หากท่านใดจะใช้ญาณ ๘ โดยเฉพาะอตีตังสญาณติดตามไปด้วยจะเกิดประโยชน์มากครับ ...ต้องกราบขอบพระคุณท่าน ดร. ปริญญา นุตาลัย ที่ได้กรุณารวบรวมนำเรื่องราวมาถ่ายทอดลงในหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๖๔๘-๖๕๕ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังที่เป็นลูกศิษย์ลูกหลาน ได้รับทราบเรื่องราวที่เป็นประโยชน์นี้ ซึ่งผมเองมั่นใจว่าจะเป็นสิ่งจรรโลงใจ สร้างความมั่นมั่นใจ ศรัทธา และความผูกพันในบรรดาหมู่ลูกศิษย์ลูกหลานให้แน่นหนักยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมให้ผลการปฏิบัติธรรม และการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมได้ดีมีพลังยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้ครับ

------------------------------------------
__________________
เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพมหากฐินสามัคคีวัดท่าซุง ในนามเว็บพลังจิต ปีที่ 4 l ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสร้างตึกฝึกกรรมฐานและผ้ากฐินสีเงินประดับคริสตัล l ร่วมทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์อาพาธ l ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือ l ช่วยวัดพระบาทน้ำพุด่วน

ในวาระแรกได้ทูลถามถึง "ประวัติการตั้งโลก"

ท่านตรัสว่า...

"เป็น เรื่องอจินไตย ไม่ควรคิด รู้แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ ไร้เหตุผลในการบรรลุ ฉันบอกได้ แต่บอกแล้วเอาอะไรเป็นส่วนที่บรรลุมรรคผลไม่ได้ จะรู้ไปให้หนักสมองทำไม"

ต่อมา ได้ถามถึงมนุษย์ที่เริ่มเกิดเป็นระดับแรกว่า "ใครเป็นคนบันดาลให้มนุษย์เกิด"
พระองค์แย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสว่า...

" นี่เธอจะคลั่งพระเจ้ากับเขาแล้วซิ ใครที่ไหนจะมาสร้าง ถ้ามีผู้สร้างมนุษย์แล้ว เจ้าคนที่สร้างโลกสร้างมนุษย์นั้น มันเกิดมาจากอะไร จึงมาสร้างโลกสร้างมนุษย์ได้ มนุษย์ไม่มีใครสร้าง ร่างกายของสัตว์และมนุษย์ เกิดจากอณูน้อยๆ ที่รวมตัวกันเข้า วิญญาณนั้นเป็นธาตุอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า วิญญาณธาตุ มีการเกิดขึ้นได้ และไม่มีการสลายตัว คำว่า วิญญาณในที่นี้หมายถึง จิต เป็น ธาตุพิเศษ ที่เกิดจากการรวมของอณูพิเศษ ที่มีความรู้ ความเคลื่อนไหวรวดเร็ว เธออย่ารู้มากกว่านี้เลย ไม่มีอะไรเป็นคุณ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ลูกเขาอยากรู้ประวัติเดิม ก็บอกเขา พอรู้เค้าเล็กๆ น้อยๆ เพียงสองสามชาติ เขาจะได้รู้ว่า เขาได้สร้างความดีเด่นไว้ในชาติก่อนมามากเพียงใด เขาจึงเข้าถึงธรรมได้ในชาตินี้ ได้อย่างรวดเร็ว บอกเขาว่า เอาแต่บางชาติ รู้ทุกชาติไม่ไหว เพราะหลายร้อยแสนชาตินัก ฟังกันจนสิ้นอายุก็ไม่จบ ฉันจะเริ่มเล่าถึงต้นตอแห่งการปฏิบัติ ความดีในพระพุทธศาสนาทีเดียว คอยฟังและเขียนตามที่ฉันบอกต่อไปนี้ "

(เพื่อจะได้ไม่สับสนสรรพนามในตอนต้นๆ ดังนั้นต่อไปนี้คำว่า "ฉัน" หมายถึง หลวงพ่อของพวกเรา ผมเข้าใจส่วนตัวว่า พอ สมเด็จพระพุทธสักขีทศพล ท่านตรัสเล่า หลวงพ่อท่านคงเล่าตามภาพที่เห็น คงไม่ใช่ถอดจากคำพูดโดยตรงป็นคำๆ )

จงนับถอยหลังจากชาตินี้ไป ขึ้นต้นด้วยเลข ๕ แล้วเพิ่ม ๐ อีก ๕๐ ศูนย์ เป็นจำนวนเท่าไรก็นับเอาเอง สมัยนั้นเป็นสมัยที่ฉันเกิดเป็นมนุษย์ แต่คงไม่ได้เกิดเป็นวาระแรก เป็นชาติที่เกิดได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกในชีวิต ฉันเป็นพ่อบ้านชื่อว่า "ปการัง" มีแม่บ้านชื่อว่า "ปการันยา" คือ แม่ศรี แม่ศรีนี่แกแต่งงานกับฉันมาเกือบทุกชาติ เว้นบางชาติที่แกไม่มาจากสวรรค์ สมัยที่ฉันมาเกิดตอนปลายสมัยนี้ คือก่อนพุทธกาลคราวหนึ่ง และชาตินี้อีกชาติหนึ่งเท่านั้น ที่ไม่ได้ร่วมเกิดร่วมอยู่ด้วยกัน ฉันมีลูก ๔ คน เป็นชาย ๒ คน เป็นหญิง ๒ คน ลูกชายคนโตชื่อ "สิมารันต์" ลูกชายคนรองชื่อ "สิรันตะ" บุตรสาวคนโตชื่อ "สีมา" (นนทา) ลูกสาวคนสุดท้องชื่อ "วรัญญา" (ตุ๋ย) เมืองที่เกิดชื่อเมือง "สิมาบุรี" เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่เหนือเชียงตุงปัจจุบัน ไกลจากที่ตั้งตัวเมืองสมัยนี้ประมาณ ๑๔ กิโลครึ่ง บ้านเมืองสมัยนั้น เป็นอาคารที่สร้างเป็นรูปตึก เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่นิยมผ้ากำพลสีแดง ส่วนหญิงนิยมใช้ทองเป็นพื้น ผิวเนื้อเป็นชนชาติผิวเหลือง ประเพณีนิยมีความประพฤติอ่อนน้อม ละเมียดละมัย เครื่องแต่งกายนิยมทอง กับเพชร ที่เรียกว่าแก้ว ๗ ประการ เครื่องนุ่งห่มหญิง นิยมนุ่งผ้าถุงแบบไทยเดิม ยามท่องเที่ยวนิยมใส่กางเกงขาเรียวแบบกางเกงทหารม้า ตอนท่อนขาปักดิ้น ขอบล่างของกางเกงมีเป็นพู่ห้อย หรือดิ้นที่ทำเป็นพู่ ดูตามภาพสวยงามมาก ชายส่วนใหญ่ใช้ผ้าโพกศรีษะ เป็นผ้าแพรและผ้ากำพล สีที่นิยมใช้ ชายนิยมสีแดงเลือดนกเป็นผ้าโพก หญิงไม่ใช้ผ้าโพก แต่ใช้ผ้ารัดผม หรือเกล้าผมเป็นมวย ชายตัดผมแบบทรงกระทุ่ม ไม่ใช่ทรงมหาดไทย อุปนิสัยใจคอคนสมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนทีมีความเมตตาอารีมาก ไม่มีใครใจร้ายเหมือนสมัยนี้ ทรัพย์สินส่วนใหญ่หากินง่าย สะดวกสบาย เพราะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรณ์นานาประการ

อาชีพของฉันสมัยนั้น : ฉันเป็นนายช่าง แกะสลักทุกประเภท เช่น ช่างแกะสลักไม้ งา กระดูก หิน โลหะทุกชนิด และเครื่องเงินทุกอย่าง

ฐานะในสมัยนั้น : จัดว่าอยู่ในขั้นเศรษฐี ตำแหน่งป็นหัวหน้าเผ่า หรือพ่อเมือง แต่เป็นเมืองเล็ก ขนาดอำเภอหนึ่งสมัยนี้ การปกครอง ไม่ใช่ครองอย่างราชาครองราชย์ เป็นการกครองแบบกันเอง แบบพ่อบ้าน มีบริวารประจำสำนักเกินกว่า ๒๐๐ คน ไม่มีทหาร มีแต่คนช่วยทำงาน เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน มีคนเผ่าอื่นมารบกวน ก็ร่วมกันป้องกัน หรือขับไล่ศัตรูโดยร่วมกันคิด ร่วมกันกำจัด แบบประชาธิปไตยสมัยนี้ แต่ นักประชาธิปไตยมัยนี้ ดำรงตนเป็นเจ้านายและเอาเปรียบลูกกน้องมากกว่าฉัน ฉันถือเป็นกันเอง และไม่เคยเอาเปรียบใคร ไม่เคยเห็นว่าใครเป็นลูกน้องฉัน ฉันถือทุกคนเป็นเพื่อนเสมอฉัน ฉะนั้นงานภายในและภายนอกของฉันจึงเป็นไปด้วยดี การค้าของที่ผลิตขึ้น ค้าทั้งภายในและนอกประเทศ การค้าต่างประเทศใช้ เกวียน และ ช้าง เป็นพาหนะ

กิจของลูก : ลูกชายทั้งสองเก่งในงานทุกประเภทแทนฉันได้ดี ส่วนใหญ่เขาเป็นผู้ควบคุมกองเกวียนละกองช้าง เพื่อนำของที่ผลิตขึ้นไปขายต่างประเทศ เป็นเหตุให้ฉันมีฐานะร่ำวยมาก คนในแคว้นก็ร่ำรวยมาก ต่อมาฉันทำบ้านฉัน มีพื้นที่ห้องรับแขกปูด้วยทองคำทั้งพื้น เสาห้องรับแขกประดับด้วยแก้ว (เพชร) และมุก ลูกหญิงสองคนมีหน้าที่ต่างกันตามความสามารถ สีมา (นนทา) เก่งในงานผลิตทุกอย่าง ควบคุมคนงานทุกประเภทแทนฉันทุกอย่าง เป็นใหญ่ในกิจการของโรงงาน เพราะคล่องงานมาก ส่วน วรัญญา (ตุ๋ย) แกไม่ถนัดงานผลิต แต่ถนัดงานหน้าบ้าน คือ งานรับแขกและค้าของที่มีคนมาติดต่อ

พระพุทธเจ้ามาโปรด : สมัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระพุทธสิกขี" ทรงอุบัติขึ้นในโลก ทรงเที่ยวแสดงพระธรรม โปรดอยู่ในแคว้นชมพูทวีป (พระพุทธเจ้าอุบัติทุกพระองค์เฉพาะชมพูทวีปเท่านั้น) ชมพูทวีป หมายถึง แคว้นอินเดีย พม่า ไทย ญวน ลาว เขมร ถิ่นนี้รวมเรียกว่า ชมพูทวีป ท่านกล่าวตามตำนานว่า สมัยเดิม มีต้นชมพู (ต้นหว้า) ขนาดโคตรต้นไม้ประจำทวีป เดี๋ยวนี้คงเป็นขี้เถ้าไปแล้ว ท่านได้เสด็จมาโปรดถึงสำนักมาพร้อมกับพระสงฆ์สาวกประมาณ ๒ หมื่นองค์...

สิมารันต์บวช : การมาของพระพุทธเจ้า ในแคว้นนี้เป็นของใหม่ที่สุด เพราะไม่เคยมีข่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสขึ้นในโลกเลย ก่อน พบพระพุทธเจ้า ก็ปฏิบัติตามคำสอนของคณาจารย์ประจำถิ่น ปกติก็รักษาศีลห้าเป็นปกติ ให้ทานเป็นกิจประจำวัน มีเมตตาเป็นปุเรจาริกอยู่เป็นปกติแล้ว เมื่อพ่อค้าคือ สิมารันต์ ได้มาแจ้งว่า มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ทุกคนในบ้านอยากเห็นพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง เกือบจะยกขบวนไปหาท่านอยู่แล้ว พอดีท่านเสด็จมาเอง มาโดยอากาศ (เหาะ) เป็นเหตุให้เลื่อมในในพระมหากรุณาธิคุณเกินกว่าที่คิดไว้ ท่านมาฉันให้พักที่บ้าน ควรเรียกว่า พระราชฐาน เพราะมีที่พักพอพระ ๒ หมื่นรูปได้อย่างสบาย พักที่สวนสาละวัน (สวนไม้รัง) เป็นสวนพิเศษ สำหรับลูกหญิงเที่ยวพักผ่อน ไม่สาธารณะแก่คนภายนอก ท่านพักอยู่ ๑ เดือน ฉันและลูกเมียไปเฝ้าเลี้ยง และฟังเทศน์ทุกวันเป็นประจำ คนมากด้วยกันได้สำเร็จอรหันต์ ฉันปรารถนาพระโพธิญาณ แม่ศรี ลูกนนทา ลูกตุ๋ย ปรารถนาติดตามเป็น คู่บารมี คือจะร่วมสนับสนุนจนถึงขั้นพระโพธิญาณ ส่วนลูกชายคนโต สีมารันต์ ฟังเทศน์วาระที่ ๒ ได้บรรลุอรหันต์ขอบวชในพระพุทธศาสนา ลูกชายคนที่สอง สีรันตะ ก็ขอบวชแต่ได้มรรคผลเพียงพระโสดาบัน ต่อมาชาติที่ ๒ เมื่อพบพระพุทธเจ้า ชื่อ เวสสภู" จึงได้สำเร็จอรหันต์

เมื่อครบกำหนด ๑ เดือน พระพุทธเจ้าก็ทรงลาไปโปรดที่อื่น ฉันนิมนต์ท่านขอให้มาโปรดอีก ท่านรับคำ ต่อมาอีก ๒ ปีเศษท่านกลับมาใหม่ คราวนี้ฉันพอรู้ข่าวว่าท่านมา ฉันไปรอรับพระองค์ที่ชายแดน เอา ผ้าขาวปูตั้งแต่ชายแดน จนถึงสวนสาละวัน เพื่อให้พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกเดิน แล้วทอดกายเป็นสะพานเพื่อให้พระทั้งหมดเดินบนตัวฉัน เป็นสะพาน ข้ามลำรางเล็กๆ ทุกแห่งที่มีรางเล็กๆ เมื่อพระมาถึงสวนสาละวันแล้ว ฉันได้ปวารณาตัวเป็น อุปถัมภก พระพุทธศาสนา


ส่วนสามแม่ลูกก็ปวารณาตัวเป็นอุปถัมภกพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกัน ทั้งสามได้ถอดเครื่องประดับกายทั้งหมด มีมูลค่าหลายล้านบาท ถวายเป็นพุทธบูชาแล้วอธิษฐานว่า

"ด้วย เดชะบารมีเป็นที่พึ่ง ด้วยเหตุที่หม่อมฉันทั้งหลาย ถวายเครื่องประดับกาย อันเป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉันนี้ บูชาพระรัตนตรัย ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้หม่อมฉันทั้งสามคน จงเป็นผู้ไม่ยากจนขัดสนนับตั้งแต่ชาตินี้ไป จนถึงกาลเข้าพระนิพพานเถิด โอกาสใดที่หม่อมฉันได้เกิดพบพระพุทธเจ้า ขอให้หม่อมฉันทั้งสาม จงมีโอกาสบำรุงพระพุทธศาสนา โดยไม่ขาดแคลนขัดสนในทรัพย์สินเถิด"

เมื่อสามแม่ลูกกล่าวคำอธิษฐานจบ พระพุทธองค์ก็ทงตรวจดูด้วยพระพุทธญาณแล้วพยากรณ์ว่า


"นับแต่นี้ไปอีกแสนกัปเธอทั้งสามจะได้มีโอกาส ได้อุปถัมภ์พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ ๒ แสนองค์ตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าองค์นั้นมีพระนามว่า พระศรีอาริยเมตตาไตย พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลก ภายใต้ไม้กากะทิง ในแคว้นชมพูทวีปและทุกคนจะได้มรรคผล ถึงพระนิพพานในชาตินั้นพร้อมกันทั้งหมด ก่อนถึงกาลนั้นเธอทั้งสาม จะไม่ยากจนขัดสนจนถึงกับคำว่า ทุกขตะ จะมีขัดข้องบ้างตามกรรมแต่ก็เอาตัวรอดได้ ในที่สุดก็เอาตัวรอดได้ในที่สุด"

นี่เป็นพุทธพยากรณ์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสให้ฟัง

ตายจากชาตินั้น (สมัยพระพุทธสิกขีทศพล) : เมื่อตายจากชาตินั้น ทุกคนไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด ฉันเป็นเทวดาชื่อว่า เกษี ปการันยาเป็นนางฟ้าชื่อว่าศรีธรรมา สีมาเป็นนางฟ้าชื่อว่าสิริมา วรัญญาเป็นนางฟ้าชื่อว่ากุลที ต่างก็มีวิมานแก้ว ๗ ประการคนละหลัง มีสวนสวรรค์ มีสระโบกขรณี มีบริวารมากมามีความสุขในสวรรค์ตามกำหนดที่บุญกำหนด คือนานหลายกัป จนเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก (พระเวสสภู) จึงลงมาเกิดในแคว้นกาสีในเขตอินเดียปัจจุบัน แต่สมัยนั้นไม่ใช่แขกอินเดีย ถึงเอาสถานที่เกิดในที่ตรงนั้นเป็นสำคัญ สมัยนั้นแคว้นนั้นชื่อว่า แคว้นปารันตะ เป็นแคว้นที่มั่งคั่งสมบูรณ์มาก ตระกูลที่มาเกิดเป็นตระกูลของพ่อแคว้น บิดาของฉันท่านชื่อ ปรันตะ เป็นพ่อแคว้น มารดาชื่อ จันทนา ฉันชื่อ อินทระ เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ ความสามารถพิเศษของฉันในสมัยนั้นก็คือ การรบบนหลังม้า หลังช้าง ชำนาญอาวุธทุกชนิด ที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดคือ รบด้วยดาบสองมือ ยิงธนูทีเดียว ๔ ดอก และขว้างมีดเป็นวิชาการรบที่ชำนาญมากเป็นพิเศษ วิชาชีพที่ชำนาญก็คือวิชาแกะสลัก เป็นอันว่า วิชาเดิมแต่ชาติก่อนติดตามมา

แม่ศรี มาเกิดเป็นลูกเศรษฐีใหญ่ในแคว้นนั้น สิรันตะที่แยกตัวไปเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต เพราะท่านบรรลุพระโสดาบัน ก็กลับลงมาเกิดร่วมด้วย กลับมาเป็นลูกตามเดิม แม่ศรีสมัยนั้นชื่อ สิริกัลยา สีมามาเกิดชื่อว่า วาสนา วรัญญามาเกิดชื่อว่า กัลยา สมัยนี้รุ่งเรืองมาก เพราะมีอำนาจในการปกครองมาก มีเมืองขึ้นหลายสิบเมือง เรื่องการรบพุ่งกัน ก่อนที่จะพบพระพุทธเจ้าเป็นของธรรมดา ศึกสงครามพบกันเป็นปกติ เราไม่ไปตีเขาเขาก็มาตีเรา ฉะนั้นจึงจำต้องมีการซักซ้อมกันเป็นปกติ และเพราะเรื่องการรบพุ่งกันนี่แหละมันเป็นต้นเหตุของกรรม ที่ทำให้ฉันป่วยไข้ ต้องย้ายสถานที่อยู่เสมอ เพราะกรรมทำให้คนเจ็บ คนตาย ย้ายที่อยู่ ทั้งนี้เพราะสมัยนั้น ถ้าออกรบแล้วเรื่องคำว่าแพ้จะไม่ปรากฏ ส่วนใหญ่ข้าศึกเสียเปรียบด้านกลยุทธ คือวางแผนรบแบบซ้อนกล ท่านพ่อคือพระอินทร์องค์ปัจจุบัน ท่านทรงธรรมมาแต่เดิม เรื่องการสงครามท่านไม่ใคร่ชอบ ท่านมักจะพูดว่า "เขาจะเอาอะไรก็ให้เขา" แต่ท่านแม่ฉันท่านไม่ยอม โดยเฉพาะแม่ศรีแล้ว เรื่องการรบแกเป็นหัวเรือใหญ่จริงๆ เก่งในเพลงอาวุธหลายอย่าง การยิงธนูคราวละสามสี่ดอกพร้อมกัน เพื่อให้ถูกจุดหมายดอกละจุด แกเก่งมาก เมื่อมีสงคราม แกออกสงครามคู่กับฉันทุกคราว เวลาออกรบ แกแต่งตัวเป็นชาย ชอบใช้ชุดสีเหลือง โพกผ้าสีเหลือง สะพายดาบคู่ หอกซัด ธนูคู่ชีพ และมีดสั้น อาวุธประเภทนี้แกเก่งมาก กำลังในการรบก็เก่ง ชายสองสามคนล้อมแก แกก็จัดการเสียสิ้นไปในชั่วครู่ แกเคยถูกล้อมกรอบบ่อยๆ แต่ไม่ทันเหนื่อย เจ้าพวกนั้นก็เป็นเหยื่อคมดาบของแกสิ้น ครั้งหนึ่ง ฉันกำลังรบกับข้าศึกที่ท้ารบ ตัวต่อตัว ข้าศึกเล่นไม่ซื่อยิงธนูมาทางหลัง หวังสังหารฉัน แม่ศรีแกยิงธนูสามดอกสวนสวนลูกธนูของข้าศึก ดอกหนึ่งถูกลูกธนูของข้าศึกหัก เป็นตัดอาวุธที่มาทำลายชีวิต อีกดอกหนึ่งถูกตัวคนยิงตาย อีกดอกหนึ่งถูกคู่รบกับฉันตาย รวมความว่า แกยิงคราวเดียวได้ผลสามอย่าง คนที่รบกับฉันเป็นแม่ทัพ เมื่อแม่ทัพตายก็เป็นอันเสร็จศึก ชาตินี้เป็นชาติสงครามจริงๆ ลูกที่ร่วมสงครามคือ วาสนา ที่ชอบการรบฝึกหัดเพลงอาวุธกับแม่ทุกอย่าง และมีความชำนาญมากเท่าๆ แม่ สำหรับกัลยาแกไม่ถนัดการรบ แต่เป็นผู้ร่วมวางแผนกับท่านย่า เพราะเมื่อมีสงครามมาคราวใดท่านยาเสด็จเป็นจอมทัพทุกคราว สำหรับท่านปู่ ท่านมั่นในธรรมมาก ท่านย่าจึงรับมือแทน และสำหรับลูกชายลืมบอกชื่อไป แกชื่อ อินทราชัย(ชื่อ สิรันตะ ในชาติที่แล้วสมัยพระพุทธสิกขีทศพล) แกเป็นพระโสดาบันมาก่อน จึงไม่นิยมการรบ ให้ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร แกทำงานได้ดี เป็นที่รักของชนทั่วไป ด้านนี้แกเรียกความนิยมได้มากทีเดียว ไม่ว่าจะมีอะไรเป็นทุกข์เกิดขึ้นกับพลเมือง แกออกไปเยิ่ยมด้วยตัวเองป็นปกติ จนประชาชนเรียกแกว่า พ่อเหนือหัว ก็สมแล้ว เพราะแกเป็นพระโสดาบันมาก่อน


กรรมที่ทำให้ลำบากในชาตินี้ : กรรมที่ทำให้ลำบากมาหลายชาติ ก็อาศัยสงครามเป็นเหตุ ครั้งหนึ่ง มีประเทศราชแข็งเมืองพร้อมกัน ๗ ประเทศ แต่เขาประกาศแข็งเมืองประเทศเดียว จึงยกทัพไปปราบ แต่พอกองทัพออกจากเมือง ก็ถูกอีก ๖ ประเทศ ยกกองทัพเข้าประชิดเขตเมืองหวังจะทำลายเมือง เป็นการโค่นราก คราวนี้เองที่ต้องสร้างกรรมหนัก ได้จัดกองทัพที่มีจำนวนจำกัดออกเป็นสามกอง กองหนึ่งกลับมารับมือกับพวกขบถ อีกกองหนึ่งปลอมเป็นพวกร่วมแข็งเมือง อีกกองหนึ่งทำเหมือนจะไปตีพวกที่แข็งเมืองที่ประกาศตัว แต่ความจริงแล้ว กลับมาซุ่มอยู่ชายแดน ทัพที่เข้ามารับมือนั้น มีอาทรเป็นแม่ทัพ ฉันเป็นทัพซุ่ม ทัพแข็งเมืองปลอมมีมหารามาเป็น พระเจ้าอาเป็นผู้นำ ทัพต่อทัพเข้าปะทะกันพอสมควร อาทรก็รบแบบสู้พลางถอยพลาง พวกแข็งเมืองปลอม ก็ร่วมมือกับข้าศึกช่วยตีขนาบ พอได้ระยะที่ตั้งกลลวง ทหารทั้งสามหน่วยก็ยิงธนูไฟเผาข้าศึก ใครหนีไฟออกมาก็ถูกธนูยิงกราด ถ้าเข้าระยะประชิดได้ก็โดนขนาบด้วยการบุก คราวนี้เองที่เป็นกรรมหนัก คนล้มตายมากมายจนสลดใจ การรบคราวนี้ออกสงครามกันหมด ท่านปู่ที่เป็นนักพรตก็ต้องออกเป็นจอมทัพ เว้นไว้แต่อินทราชัยเท่า นั้นที่ไม่ให้ออกรบ เพราะแกเป็นพ่อเมืองฝ่ายบุ๋น ท่านย่าก็แสดงฝีมือยิงธนูให้เห็นว่าคนแก่ก็สามารถ ปกติแกเป็นคนพูดน้อย ยิ้มเสมอ แต่ยามสงครามเด็ดขาดน่าใจหาย ใครผิดคำสั่งนิดเดียว ก็หมายถึงต้องไปอยู่เมืองผี แกบอกว่าวินัยต้องเป็นวินัย ไม่มีอะไรที่จะผ่อนผัน เมื่อท่านย่าว่าอย่างนั้น ท่านปู่ก็ยิ้มพยักหน้า แต่ไม่ขัดคอกรรมนี้ ขณะเขียนเห็นภาพแล้วรู้สึกเศร้าใจมาก คนที่ต้องมาพลอยตายเพราะหัวหน้าแคว้นสองสามคนนั้นมีจำนวนนับยาก เพราะทหารทั้ง ๗ เมืองที่แข็งเมือง มีจำนวนเหลือกลับไปไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ น่าอนาถใจมาก

พระพุทธเจ้าเวสสภู เสด็จมาโปรด : เมื่อเสร็จศึกคราวใด พวกเราก็ทำบุญสนองบาป หมายถึงทำบุญเพื่อลบล้างกรรม ขณะนั้นมีแต่พราหมณ์ ไม่มีพระในเมือง จึงเริ่มจัดโรงทานเป็นการใหญ่ บูชายันต์ที่พราหมณ์ให้ฆ่าสัตว์ ท่านปู่ไม่โปรด โปรดแต่การให้ทานเป็นการสงเคราะห์ ท่านว่าพราหมณ์เป็นพวกจัญไร ทำบุญอะไรต้องฆ่าสัตว์ ก็เห็นจะจริงของท่าน เพราะจะให้ดีเบียดเบียนคนอื่น การให้ทานคราวนั้นให้หมด แม้แต่ประเทศที่แพ้สงคราม ท่านว่าพลเมืองไม่รู้เรื่องด้วย เป็นเพราะหัวหน้าไม่กี่คนที่เป็นคนคิด พวกพ่อเมืองที่คิดแข็งเมืองถูกประหารชีวิตหมด เมืองที่ประกาศลวงเป็นเมืองแรกนั้น พ่อเมืองหนีออกจากเมืองไป จึงปลอดภัยจากการถูกฆ่า "วีระกรรมคราวนี้ น่าสลดใจเหลือเกิน โลกชมว่าดีแต่ฉันเศร้าใจมาก" สงสารคนที่มาตายเพราะคนมักใหญ่ใฝ่สูงสองสามคน

เพราะท่านปู่ ท่านนิยมให้ทานนี่เอง วันหนึ่งในขณะที่กำลังแจกทานเพื่อสงเคราะห์ ประชาชนในแคว้นเมืองขึ้น มีเสนาบดีเขาบอกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด พวกเราแปลกใจ เพราะไม่เคยรู้เลยว่า พระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร คิดว่าเป็นเทวดา ถามเขาว่า ท่านมาจากวิมานชั้นไหน? เขาบอกว่า ไม่ใช่เทวดา แต่เป็นพระพุทธเจ้า เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน เขาบอกว่า นายประตูเมืองเข้าแจ้งว่า พระพุทธเจ้าเข้ามาโปรดในเมือง ท่านปู่ ท่านอยากรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร จึงอนุญาตให้เข้ามาได้ แต่เสนาบดีเขาบอกว่าต้องออกไปรับ จึงพร้อมกันออกไปรับ ที่ไปไม่ใช่เลื่อมใส ไปเพราะอยากรู้ว่า พระพุทธเจ้ารูปร่างอย่างไรมากกว่า ออกไปเป็นกอง เกียรติยศใหญ่ เพราะกษัตริย์เสด็จหมดตระกูล พร้อมด้วยพลสี่เหล่า เป็นขบวนใหญ่สวยงามมากจริงๆ ฝ่ายในแต่งกายด้วยเครื่องประดับเต็มอัตรา มองดูแล้วคล้ายกับจะขนเครื่องทองเครื่องเพชรไปขาย พอไปถึงท่าน เห็นท่านเป็นมนุษย์ธรรมดา ห่มผ้าสีย้อมฝาด ศรีษะโกน นั่งสงบเสงี่ยม แต่องค์พระพุทธเจ้ามีรัศมีออกจากกาย สวยงามมาก พอไปถึง ท่านปู่ก็นำถวายนมัสการ การกราบไหว้นี้มีมานานแล้ว เมื่อทุกคนกราบหมด พระองค์ก็เริ่มแสดงปาฏิหารย์ คือนั่งอยู่อย่างนั้น แต่ท่านและพระทุกองค์ค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นที่นั่ง จนสูงเท่ายอดตาล แล้วลอยลงมานั่งที่เดิม พวกเราแปลกใจมาก กราบกันเป็นการใหญ่ไม่รู้ว่าเท่าไร ยายตุ๋ยแกมีอะไรแปลกกว่าคนอื่น แกกราบแล้วแกหงายหน้ามอง แล้วก็กราบน้ำตาแกไหลเพราะปลื้มใจ เมื่อพระองค์พร้อมด้วยพระสาวกนั่งที่เดิม ก็ทรงเริ่มเทศน์ คือ พูดให้ฟัง ไม่ใช่เทศน์แบบปัจจุบันคือพูดเอาคนเดียว ท่านเริ่มต้นด้วยคำว่า...

"การชนะ ที่ต้องทำสงครามแล้วเอาชนะด้วยกลยุทธ์ ไม่ใช่การชนะเด็ดขาด เราชนะเพราะมีปัญญาเหนือกว่า มีกำลังมากกว่า แต่ทว่าเมื่อไร ปัญญาทรามลง หรือกำลังน้อยกว่าเขา เราอาจแพ้ได้ มีความชนะอีกแบบหนึ่ง ที่ชนะแล้วไม่กลับแพ้"

ถึงตอนนี้พวกเราสนใจมาก ท่านเทศน์ต่อไปว่า

"การชนะที่ไม่มีการแพ้ ก็คือ การชนะใจ ด้วยจิตมีเมตตาเป็นปุเรจาริก คำว่า ปุเรจาริก หมายความว่า มีเมตตาเป็นเบื้องหน้า คือ มีอารมณ์ตั้งอยู่ในความเมตตาเป็นปกติ ธรรมอย่างนี้พระองค์ และพระประยูรยาทมีอยู่แล้วเป็นปกติ"

คำว่า พระองค์ ท่านหมายถึงท่านปู่

"กรรมบางอย่างบังคับจึงต้องทำสงคราม กรรมนั้นคือยึดเมืองอื่นมาเป็นเมืองขึ้น ถ้าปลดปล่อยเมืองขึ้นให้เป็นอิสระแล้วทรงอยู่ในธรรม จะเริ่มได้ชัยชนะเป็น ระดับแรก

ต่อไปเผื่อแผ่แจกผลประโยชน์ที่ได้มา เป็นการสงเคราะห์คนจน จะได้ชัยชนะ ระดับที่สอง และถ้าชนะใจด้วยการตั้งอยู่ในศีลห้าเป็นปกติจะเป็นชัยชนะ ระดับที่สาม
และถ้าทำลายนิวรณ์ห้าได้ จะเป็นชัยชนะ ระดับที่สี่


ถ้าปลงสังขาร เห็นว่าขันธ์ห้าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีทุกข์มีโทษ เพราะเกิดแล้วต้องแก่ ต้องป่วยไข้ ต้องมีอารมณ์มืดมน เพราะคนอื่นทำให้มืดมน แล้วก็ตายในที่สุด ตัดความยึดมั่นในสังขารเสีย จะเป็นชัยชนะเด็ดขาด ไม่มีทางแพ้อีกต่อไป"
...



อินทราชัย ได้สำเร็จพระอรหันต์ : พอท่านเทศน์จบ

- อินทราชัย ก็สำเร็จ พระอรหันต์ ขอบวชในพระพุทธศาสนา

- ท่านปู่ ฉัน และทั้งนักรบทั้งหมด ถอดอาวุธคู่มือถวายเป็นพุทธบูชา

- ท่านย่า แม่ศรี นนทา ตุ๋ย ถอดเครื่องประดับกายทั้งหมด ถวายป็นพุทธบูชา

- ท่านปู่ ประกาศให้อิสระภาพแก่เมืองขึ้นทั้งหมดในขณะนั้น ประกาศให้ราชาประเทศราชประชุมในวันต่อมา ให้เอกราชและประทานทรัพย์สินมากมาย จำนวนทองคำที่แจกจ่าย เกินกว่า ๕๐๐ เล่มเกวียน ของอย่างอื่น รวมทั้งข้าวปลาอาหารอีกมากมาย ราชาทุกองค์ขอมอบตัวเป็นข้าช่วงใช้ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่เคยมีศึกมาประชิดเมือง เมื่อมีข่าวว่าจะมีศึก พวกเมืองที่ปลดปล่อยเขาก็ช่วยกันจัดการปราบปรามเสียเอง อยู่กันอย่างเป็นสุขตลอดชีวิต เป็นการชนะที่ไม่รู้จักแพ้จริงๆ

เมื่อถวายอาวุธ และเครื่องประดับ และอินทราชัยบวชบวชแล้ว ได้จัดสถานชั่วคราวถวายเป็นที่อยู่ของพระ ท่านปู่ได้บัญชาให้สร้างวิหารถวายสงฆ์ ประมาณ ๔ แสนองค์อยู่สบาย แต่ท่านมากัน ๒ แสนเป็นปกติ ที่อยู่จึงกว้างขวางสุขสบายมาก ท่านย่าและลูกสะใภ้ หลานสาว ไปวิหารฟังเทศน์กันทุกวัน ไม่มีวันใดที่ไม่เคยไปวิหาร พระท่านเห็น ๔ หญิงเข้าวัด พระก็ดีใจว่า วันนี้ ๔ โยมมีอะไรมาใหฉันอีกแล้ว แม่ศรีกับยายตุ๋ย เป็นนักตกแต่งเครื่องประดับกุฏิพระ ตอนนี้ว่างจัดประดับวังไปได้ ไม่อย่างนั้นแกมีเรื่องจัดวังทุกวัน ไม่รู้ว่าแกจะเอาอย่างไรของแก ส่วนนนทานั้น ไม่จุกจิกเรื่องเครื่องประดับ แต่ชอบควบคุมเรื่องอาหารถวายพระ ตรวจตราอาหารประจำวัน พระมาพักคราวละ ๑ เดือน ได้ฟังธรรมเป็นปกติ เพราะอาศัยพระพุทธคุณแท้ๆ บ้านเมืองจึงอยู่เป็นสุข

สมเด็จพระพุทธเวสสภู ทรงพุทธพยากรณ์ : สมัยนี้ ได้รับพุทธพยากรณ์ว่า "ท่านพ่อเมือง แม่เมือง หลานเมือง จะเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ สมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ศรีอาริย์เมตไตย จะเป็นผู้อุปถัมภ์พระศาสนา และได้สำเร็จมรรคผล เข้าถึงนิพพานทั่วกันทุกคน เว้นไว้แต่ฉัน ถ้าไม่ลาพุทธภุมิ จะได้เป็นพระพุทธเจ้ามีนามว่า พระพุทธอริยะมุนี ต่อจากพระศรีอารย์ไปเป็นองค์ที่ ๒๐ แต่สงสัยจะคลายตัวเสียตั้งแต่สมัยพระสมณโคดม ถ้าคลายตัวตอนนั้น ก็จะเป็นกำลังใหญ่ของลูกหลาน
ให้เข้าถึงธรรมได้อย่างแน่นแฟ้น มีธรรมาพิสสมัย (โสดาบัน) เป็นต้นทั่วทุกคน เพราะผลที่ตนบรรลุ...

ละอัตตภาพ เมื่อตายจากชาตินั้น (ชาตินั้น คือ ชาติปัจจุบัน) ทุกคนไปเกิดร่วมกันใน ชั้นดุสิต ทั้งหมด

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด เป็นพระพุทธพจน์ของพระพุทธสิกขี ทรงประทานพระโอวาทมาอีกตอนหนึ่ง ไม่ใช่ระลึกชาติเอง

จบบันทึกพิเศษ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเพียงเท่านี้ ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องหลวงพ่อของเราต่อนะครับ

(บันทึก เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒)

ความ จริงเรื่องรู้เลยตาย หรือรู้ก่อนเกิดนี้ ฉันเองไม่ใคร่อยากจะพูด และไม่อยากจะเชื่อถือนัก เพราะดูแล้วมันเลยธงไปไม่น้อยเลย แต่มาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง คนเขียนๆ เรื่องรู้เลยตาย และรู้ก่อนเกิดไว้มากมาย เช่น รู้ว่า เมื่อสิ้นศาสนานี้แล้ว ไฟบันลัยกัลป์จะไหม้ถึงภวคพรหม ดูเรื่องมันมากมายนัก ฉันสงสัยไม่หายว่า ไฟอะไรจะดันไปไหม้แม้แต่เทวดาและพรหม ดูมันพิลึกพิลั่นมากมายเกินพอดี เมื่ออารมณ์สงสัยเกิดขึ้น ฉันก็อดที่จะอยากรู้ความจริงไม่ได้ ในที่สุดคืนของวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ นนทากับ ประสบสุข มาฝึกกรรมฐาน ฉันนั่งคุมกรรมฐาน ความสงสัยเรื่องรู้เลยธงเกิดขึ้นมาขวางจิต จึงถามท่านผู้รู้ที่เป็น สัพพัญญูวิสัย ท่านทรงพยากรณ์ให้ทราบดังนี้

หลังสิ้นพระพุทธศาสนา : หลังจากกึงพุทธกาลไปแล้ว ๔,๐๐๐ ปี (เลยพุทธศาสนาครบ ๕,๐๐๐ ปีไปอีก ๑,๕๐๐ ปี) จะมีไฟล้างล้างโลก ล้างแต่มนุษย์เท่านั้น ไม่ลามไปถึงเทวดา
ท่านบอกว่า ความชั่วที่จะเป็นเหตุให้ไฟล้างนั้น เป็นผลของสัตว์ที่สร้างอกุศลกรรมมาก มารวมกันอยู่ เป็นสมัยสัตว์นรกครองโลก มีแต่ความเร่าร้อน หาความสงบสุขไม่ได้ ความจริงแล้วมันเริ่มมีความเร่าร้อนตั้งแต่ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปีแล้ว จากนั้นไป พวกอธรรมเกิดมาก มีอำนาจวาสนามาก ทำให้ความสงบสุขไม่มี เพราะพวกอธรรมเป็นพวกเห็นแก่ตัว มากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม

หลังจากไฟล้างโลกแล้ว : โลกจะร้างไม่มีต้นหญ้ากอไม้ แม้แต่น้ำในมหาสมุทรก็ไม่มีไปครบ ๑,๐๐๐ ปี หลังจากนั้นแล้วจะมีฝนใหญ่ตกลงในมนุษย์โลก แม่น้ำและมหาสมุทรจะเต็มไปด้วยน้ำ พื้นโลกจะชุ่มชื้น ต้นหญ้า ต้นไม้ จะเริ่มงอกงามขึ้นเป็นลำดับ จนโลกทั้งโลกกลายเป็นป่าไม้

หลังจากที่โลกเขียวชอุ่มไปด้วยต้นหญ้าใบไม้นั้น : ทิ้งระยะนาน ๑ หมื่นปี สัตว์โลกเริ่มเกิด สัตว์และคนที่มาเกิดยุคต้นนั้น ไม่ได้อาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด มาเกิดแบบ อุปปาติกะ คือ มาเกิดด้วยอำนาจกรรม คือเป็นตัวคนขึ้น จะยังไม่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ส่องแสง มีแสงเกิดจากอำนาจบุญของแต่ละคน คือมีแสงสว่างออกจากตัวเองเป็นสำคัญ เรื่องอาหารนั้นนระยะแรกยังไม่ต้องการอาหาร มีความอิ่มด้วยธรรมปิติ เพราะแต่ละคนที่มาเกิด ล้วนแล้วแต่มาจากเทวดาหรือพรหมทั้งนั้น ไม่มีสัตว์นรกหรือเปรตเจือปน โลกจึงเต็มไปด้วยความสุข หาความทุกข์ไม่ได้ นอจากกฏธรรมดา คือ ความเสื่อมของสังขาร เรื่องการทะเลาะยื้อแย่งไม่มี คนทุกคนเป็นคนสวยหมด ผิวเหลือง เนื้อละเอียดทั้งหญิงและชาย มีแต่คนรวย ไม่มีคนจน มีแต่คนใจบุญ ไม่มีใครจบาป

พระศรีอาริย์มาตรัส : เมื่อโลกมีมนุษย์ และสัตว์บริบูรณ์ มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์แล้ว ระยะเวลานับแต่มีสัตว์โลกเกิดในโลก เวลาล่วงมาได้ล้านปี คนสมัยนั้นีอายุครองตนได้ ๔ หมื่นปีเป็นอายุขัย ท่านว่าตอนนั้นพระศรีอาริย์จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า เขตที่ท่านลงมาตรัสสมัยปัจจุบันเรียกว่า เขตเมืองพม่า

คณะคอยพระศรีอาริย์ : คนกลุมหนึ่ง ที่บำเพ็ญบารมีคอยพระศรีอาริย์ ตามปฎิญญาที่ให้ไว้หลายพุทธสมัยนั้น ท่านหัวหน้าทรงนามว่า "โกสีห์" จะสร้างเมืองแถวด้านเหนือของเมืองพม่า เรียกว่า เชียงตุง ปัจจุบัน ให้ชื่อเมืองว่า สีหนคร รวบรวมลูกหลานทั้งหมดมาร่วมบำเพ็ญกุศล และเป็น อุปฐากใหญ่ ของพระศาสนา ในที่สุดก็นิพพานทั้งตระกูล

ในศาสนาพระศรีอาริย์ : เรื่องพระศรีอาริย์นี้ เวลานี้ชักยุ่งมากทีเดียว เพราะ ไม่ว่าไปทางไหน ก็พบพระศรีอาริย์เกลื่อนไปหมด ที่โน่นก็พระศรีอาริย์ ที่นี่ก็พระศรีอาริย์ เล่นเอาชาวบ้านอานกันเป็นแถว เพราะอยากเป็นบริวารพระศรีอาริย์ ส่วนพวกร้านค้าก็บอกว่า ระหว่างนี้เข้ายุคภาษีอาน ฟังแล้วคล้ายๆ กัน....ฯลฯ

มาพูดกันเรื่อง พระศรีอาริย์กันดีกว่า เรื่องภาษีอานนั้นพูดไม่ออกแล้ว พอใจหรือไม่พอใจก็ต้องเสีย เป็นเรื่องของยุคทมิฬ ห้ามพูด เมื่อบ้านเมืองยุ่ง ทางกลุ่มศาสนาก็พลอยกลุ้ม เพราะเมื่อมีความเดือดร้อน ชาวบ้านก็ยากพบพระศรีอาริย์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข คราวนี้เองเป็นเหตุให้พระศรีอาริย์อวตาร หรือโงนเงนเหมือนต้นตาลลงมาไม่ทราบ เกิด มีพระศรีอาริย์โผล่หน้ามาพร้อมกันหลายองค์ อยู่ตามถ้ำ ตามเขาบ้าง ตามกลุ่มชนในชนบทบ้าง ไม่รู้ว่าอวตารลงมาอย่างไรพร้อมกัน ในยุคเดียวกันตั้งหลายอาน บางรายก็สวดด่อน เขาว่าอย่างนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาสวด เขาสวดกันอย่างไร บางรายเฉพาะที่เขาตะพาบ เมืองอุทัย เห็นสวดดะไม่ใช่สวดด่อน ที่เมืองลพบุรีก็มี รายนั้นทำงานมงคล นิมนต์พระผีมาสวดเป็นแถว เห็นตั้งอาสนะไว้ แต่ไม่เห็นมีพระ มีคนเขาบอกว่าท่านนิมนต์หลวงพ่อศุข หลวงพ่อปาน หลวงพ่อแช่ม ฯลฯ และอีกหลายท่าน ให้มาสวดมนต์ ในงานยกธงธรรมจักร นิมนต์พระผีมานี่ ลดค่าครองชีพดีมาก ท่านสวดมนต์ก็เสียงไม่ดัง นั่งก็ไม่เปลืองที่ เลี้ยงอาหารก็ไม่เปลือง สบายใจดีแล เรื่องอย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้ นอกจากจะโกหกเพื่อหวังลาภผลเท่านั้นเอง เอาอะไรเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ ขึ้นไปบนสวรรค์ทีไร พบพระสรีอาริย์ทุกคราว แถมท่านบอกมาด้วยว่า "ที่เข้าทรง และว่าฉันไปนั้น ฉันไม่เคยไปเลย" เรื่องก็จบเพียงแค่นี้

ต่อไป มาพูดกันถึงศาสนาพระศรีอาริย์กันดีกว่า ท่านว่า ศาสนาของท่านนั้น มีผลดังนี้

๑. คนสวยทุกคน มีผิวเหลือง เนื้อละเอียด คนแก่ที่สุด มีทรวดทรงเท่ากับคนอายุประมาณ ๒๐ ปีเศษสมัยนี้เท่านั้นเอง อายุคนสมัยนั้นท่านว่ามีอายุถึง ๔ หมื่นปีเป็นอายุขัย

๒. สมัยของท่านไม่มีคนจน มีแต่คนรวย มีต้นไม้สารพัดนึกอยู่ในที่ทุกสถาน สัตว์นรก เปรต อสุรกาย มีจิตใจชั่วร้าย ยังไม่มีโอกาสเกิดในสมัยของพระองค์ ท่านที่จะไปเกิดที่นั้น ต้องเป็นเทวดา หรือพรหมเท่านั้น โลกจึงมีแต่ความสุข ไม่มีตำรวจทหาร มีแต่พ่อบ้านแม่เรือน

๓. การสัญจรไปมาสะดวกสบาย ไปไหนก็พายเรือตามน้ำ

๔. คนเข้าถึงธรรมทุกคน ท่านว่าคนที่เจริญสมถะพอมีญาณ หรือมีวิปัสสนาญาณบ้างพอสมควรจะเข้าถึงธรรมพิสมัยได้โดยฉับพลัน คือเป็นพระอริยเจ้า คนที่ได้อริยะต้นแล้ว จะเข้าถึงอรหัตผลได้โดยฉับพลัน

คนที่ทำบุญไว้น้อย คือฟังคาถาพัน และปฏิบัติตามแต่ไม่สมบูรณ์ อย่างต่ำก็เข้าถึงสรณคมน์ อย่างสูงก็ได้อริยะ ที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะท่านบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป ท่านบำเพ็ญบารมีมาก คนเลวจึงเข้าแทรกแซงในศาสนาของพระองค์ไม่ได้ น่าเกิดจริงๆ

เรื่องกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างนี้อย่างนี้ เขียนไว้ให้อ่านเล่น จริงหรือไม่จริง ไม่มีผลที่จะพิสูจน์ได้ด้วยตำรา ต้องอาศัยฌานและญาณช่วยจึงจะทราบผลแน่นอน ถ้าวิริยะอุตสาหะแล้ว ไม่ช้าก็พากันมีความรู้สึกที่จะพิสูจน์ได้ ฟังไว้แต่อย่าเชื่อ และอย่าเพิ่งปฏิเสธ จนกว่าเราจะมีฌานและญาณพอจะพิสูจน์ได้ สำหรับเรื่องนี้ขอยุติเท่านี้ วันหน้าถ้ามีเวลาพอ จะเอาเรื่องโลกเกิดมาเขียนให้อ่านเล่น

กลุ่มเดิมพวกเรา ในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคม

ที่ริมสระอโนดาด หลวงพ่อเล่าให้ลูกๆ ฟังว่า...ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระพุทธกุกุธสันโธ พื้นที่ภูกระดึงนี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ๑ โยชน์ และเวลาผ่านไปชั่วพุทธันดรหนึ่ง แผ่นดินสูงจากเดิมขึ้นมา ๑ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กม. ลุง.ศ จำมาจากหลวงพ่อครับ แสดงว่าสมัยนั้น ภูกระดึง จมอยูใต้ทะเลลึกถึง ๑๖ กม.)

วันต่อมาพวกเราอันมีหลวงพ่อเป็นผู้นำ เดินทางไปนั่งพักคุยกันใต้ต้นไม้อีกแห่งหนึ่งบนภูกระดึง อากาศร้อนเพราะเป็นช่วงเดือนเมษายน แต่ลมพัดเย็นสบาย ใจของพวกเราเป็นสุข หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เราเกิดบนภูกระดึงแห่งนี้มา ๓ วาระแล้ว ในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคม เราเกิดบนภูกระดึงแห่งนี้ มีเนื้อที่ ๔ หมื่นไร่เศษ มีสภาพเป็นเกาะกลางทะเล ท่านปู่ และท่านย่าอินทิรา เป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนนี้ มีลูกชาย ต่อมาได้เป็นพระราชาแทนพระราชบิดาต่อไป สำหรับพระราชาองค์นี้ปรารถนาพระโพธิญาณอยู่ มีน้องชายเป็นพระเจ้าอนุราช มีนามว่า พระเจ้าวชิระราชา ชื่อเล่นว่า เจ้าชายตุ่ม เพราะตอนเด็กอ้วน โตแล้วไม่อ้วน

ในสมัยนี้เอง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคม เสด็จมาโปรดบนภูกระดึง มาประทับที่พระราชวังซึ่งทำด้วยไม้ธรรมดาๆ ก็ไม่ใหญ่โตนัก เป็นสถานที่รับรองสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เวลานั้นประชาชนมีศีล ๕ กันเป็นส่วนมาก องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเทศน์โปรดให้ฟัง....ถึงตอนไหนภาพก็ปรากฏแก่ผู้ฟังด้วยอำนาจพุทธานุภาพ
พระองค์ตรัสว่า...

...ตอนพวก เราเป็นเทวดามีรูปร่างอย่างไร มีวิมาน ทิพย์สมบัติเป็นประการใด ก็มีภาพในตอนเราเป็นเทวดาปรากฏทันที เราเคยเกิดเป็นพรหมแล้วกี่ชาติแต่ละชาติมีรูปร่างอย่างไร มีวิมาน มีความสุขยังไง ภาพตอนเป็นพรหมก็ปรากฏทันที ทุกคนเห็นภาพตัวเองตอนเป็นเทวดา เป็นพรหม มีความสุขด้วยอำนาจของความดี ทั้งนี้ด้วยอำนาจพุทธานุภาพ และพระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า แล้วเราก็ต้องกลับมาเป็นคนอีก การเกิดทีไรมันก็มีแต่ความทุกข์ เกิดมาทีไรมันก็แก่ แล้วเกิดมาทีไรมันก็ตาย พระองค์เน้นเรื่อง การตาย
การเกิดเป็นเทวดาเป็นสุขกว่าเกิดเป็นคน แต่ก็พักทุกข์ชั่วคราว การเกิดเป็นพรหมมีความสุขกว่าการเกิดเป็นเทวดา แต่แล้วก็กลับมาเกิดเป็นคนอีก ความสุขตอนเป็นเทวดาสู้ความสุขตอนเป็นพรหมไม่ได้ แล้วพระองค์ก็จบลงด้วยความสุขบนพระนิพพาน เป็นสุขที่สุด พระพุทธองค์ทรงรับรอง จบพระธรรมเทศนา หลายคนเป็นพระอริยเจ้า เพราะศีล ๕ เขาบริสุทธิ์อยู่แล้วเป็นปกติก็เป็นของไม่ยาก

โดยเฉพาะท่านปู่ ท่านย่า เวลาสิ้นชีพตักษัยเป็นพระอริยเจ้าขั้น พระอนาคามี แต่เวลานี้ ท่านไปนิพพานแล้ว

ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพระอริยเจ้า แต่หัวหน้าคือพระราชาผู้ครองประเทศได้ไตรสรณคมน์ เพราะปรารถนาพระโพธิญาณ และมีบุคคลใกล้ชิดอีกพวกหนึ่งขอติดตามหัวหน้าไปด้วย เลยไม่มีโอกาส ท่านที่เป็นพระอริยเจ้ากราบทูลขอบวชเป็นพระภิกษุ และภิกษุณี พระพุทธองค์ทรงบวชให้ด้วย "เอหิภิกขุ อุปสัมปทา" "เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด" จีวร ที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ก็มาสวมกาย ศรีษะก็โล้นเป็นภิกษุ นี่ด้วยอำนาจพุทธานุภาพ และบุคคลผู้บวชเคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนามาก่อน

ตอนหนึ่งของพระธรรมเทศนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคมตรัสว่า "ตอนที่เราเกิดเป็นพรหมน่ะไม่ใช่นั่งหลับตาปี๋ เพราะเรามีสังคหวัตถุ ๔ และมีพรหมวิหาร ๔ เราทรงแบบนี้ได้เป็นปกติแบบสบายๆ (นี่แหละอารมณ์เป็นฌานไม่ใช่ต้องนั่งหลับตาปี๋จึงจะเป็นฌาน) พวกเราทำหนักมาในด้าน "ทาน" ใจก็คิดเสมอในการให้ทาน ก็เป็นฌานในจาคานุสติกรรมฐาน จิตทรงอารมณ์แบบนี้จนชินก็เป็นอารมณ์ฌาน (ฌาน ก็คือ อาการชิน ทำจนชิน) ตายแล้วก็ไปเป็นพรหมได้"

ตอนนี้หลวงพ่อเน้นว่า "พวกเราเดินตามปฏิปทาเดิมของเราคือ "ทางสายกลาง" อย่าเปลี่ยนทางเดิม "การเครียด" ไม่ใช่ทางของพวกเรา จะทำให้ช้าลง เพราะเป็นอัตตกิลมถานุโยค แทนที่จะก้าวไปหน้ากลับไปไม่ถึง"

ขณะนั้นองค์สมเด็จพระทรงธรรม เสด็จมาโปรดอีกว่า "ชาตินี้พวกเราควรจะพอกันเสียที เกิดทุกชาติ ก็ตายทุกชาติ เคยเป็นใหญ่ เคยเป็นกษัตริย์นี่ทรัพย์สินมากมาย เอาติดมาไม่ได้เลย" แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเน้นสรุปว่า...

๑. ให้นึกถึงมรณัสสติกรรมฐานไว้ เพราะเป็นสมถะ และตัดสักกายทิฏฐิไปด้วย เพราะคิดถึงความเสื่อมคือความตายเป็นปกติ

๒. มีอนุสติครบ เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์

๓. ทรงศีลบริสุทธิ์

๔. นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์

พระพุทธองค์ตรัสว่า "พวกเราทำ ๔ ข้อนี้ให้ได้ ไปนิพพานหมด ไม่ต้องทำอะไรมากมายไปกว่านี้ เพราะเราทำทุกอย่างมาเต็มหมดแล้ว"

ในคราวนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระทรงธรรมพระพุทธโกนาคมทรงเทศน์จบ หัวหน้าคือ กษัตริย์ท่านปรารถนาพระโพธิญาณ เข้าขอรับคำพยากรณ์จากพระพุทธองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า...

จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระอุตตรสมณโคดม" (ถ้าไม่ลาจากพุทธภูมิ... ลง.ศ พบในบันทึกหลวงพ่อเมื่อ ๒๔ ธค. ๒๕๑๑ ท่านบอกว่า สมเด็จพระพุทธเวสสภู ทรงพยากรณ์ว่า ถ้าไม่ลาจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านามว่า "สมเด็จพระพุทธอริยะมุนี" และอีกหลายแห่ง) แต่ในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สมเด็จพระสมณโคดม ก็จะลาจากพุทธภูมิเสียก่อน เพราะจะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศานา โดยเฉพาะเวลานั้นมีคนกลุ่มหนึ่งขอติดตามหัวหน้าคือกษัตริย์ คนกลุ่มนั้นจึงยังไม่ไปนิพพาน"


No comments: