9/19/2009

กรรมเหนือหมอดู



กรรมเหนือหมอดู
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ผมเป็นศิษย์โหร แต่มิได้เป็นโหร หลวงพ่อเจ้าคุณพระภัทรมุนี หรือมหาอิ๋น เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ธนบุรี (สมัยนั้น) เป็นโหราจารย์ชั้นยอด สมัยนั้นมีโหราจารย์ที่ดังอยู่เพียงสองท่านเท่านั้น คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช อีกรูปหนึ่งคือพระภัทรมุนี

แต่โหรสมัยก่อนเขามิได้ทายส่งเดช อย่างหลวงพ่อเจ้าคุณพระภัทรมุนี ท่านเป็นที่ปรึกษาทางจิตใจให้แก่ศิษย์มากกว่าเป็นหมอดู เรื่องประเภทไหนควรทาย ไม่ควรทายท่านมี “จรรยาบรรณ”

บางทีกว่าจะทายได้สักราย ท่านคำนวณแล้วคำนวณอีกถึงสองสามวันก็มี ไม่แน่ใจท่านก็ไม่ทาย

มีเรื่องเล่าว่า หนุ่มสาวคู่หนึ่งจูงมือมาให้หลวงพ่อกำหนดวันแต่งงานให้ ท่านดูๆ แล้ว บอกว่าท่านไม่สามารถให้ฤกษ์ได้ ขอให้ไปหาสมเด็จฯ วัดสระเกศ สองคนก็ไปหาสมเด็จฯ และก็ได้ฤกษ์ไป มีผู้ถามสมเด็จฯ ภายหลังว่า ทำไมเจ้าคุณอิ๋นไม่ให้ฤกษ์ สมเด็จฯ บอกว่า “เจ้าคุณท่านดูแล้วสองคนนี้จะอยู่ด้วยกันไม่ตลอด แต่อาตมาถือว่า เขาเป็นคู่กันต้องได้แต่งงานกัน ส่วนต่อไปนั้นจะเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงให้ฤกษ์แต่งไป”

ถูกทั้งสองรูป รูปหนึ่งมองว่าถ้าจะแต่งงานกันก็ควรไปได้ตลอด อีกรูปหนึ่งมองว่า ดวงมันเป็นคู่กันก็ต้องได้แต่งงานกัน ส่วนจากนั้นไป จะอยู่ด้วยกันยืดหรือไม่ เป็นเรื่องของทั้งสองคน แล้วแต่จะมอง

เมื่อผมสอบเปรียญเก้าประโยคได้แล้ว หลวงพ่อพยายามชักจูงให้ผมเรียนโหราศาสตร์ ผมก็ยืนยันว่า ไม่อยากเป็น “หมอดู” หลวงพ่อบอกว่า โหร มิใช่หมอดู เราศึกษาโหราศาสตร์ให้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต ไม่จำเป็นต้องพยากรณ์ใคร คล้ายจะบอกว่า โหราศาสตร์กับพยากรณ์ศาสตร์แยกกันได้

แต่ผมก็เห็นโหรส่วนมากท่านก็พยากรณ์ทั้งนั้น

ผมแย้งว่าพระพุทธเจ้าท่านตำหนิเป็น “ติรัจฉานวิชชา” มิใช่หรือ ท่านตอบว่า ถ้าเอาคำจำกัดความว่า ติรัจฉานวิชชาคือ วิชชาที่ขวางต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน เณรเรียนนักธรรมบาลีก็เข้าเกณฑ์นี้ทั้งนั้น

ผมจำนนท่าน แต่ผมก็ไม่ยอมเรียนอยู่ดี ไม่งั้นป่านนี้เป็นหมอดูแม่นๆ ไปแล้ว

หลวงพ่อเล่าว่า ปราชญ์โบราณท่านเรียนโหราศาสตร์ทั้งนั้น สมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชการที่สี่ สมเด็จมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นต้น ก็ทรงเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ทั้งนั้น แต่ก็ไม่เห็นท่านใช้โหราศาสตร์พยากรณ์ใครเป็นอาชีพ แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่ต่างๆ ให้ผมฟังแล้วก็ตื่นเต้นด้วยความดีใจที่ได้รับรู้เรื่องราวเก่าๆ ชนิดจะไปหาอ่านที่ไหนไม่ได้

ก่อนทรงศึกษาโหราศาสตร์นั้น พระวิชรญาณ (สมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่สี่) ทรงได้รับพยากรณ์จากหลวงตาเฒ่ารูปหนึ่งดูเหมือนชื่อ ทอง แห่งวัดตะเคียนว่า จะได้ราชสมบัติแน่นอน รับสั่งว่าให้เป็นจริงเถอะ จะสมนาคุณอย่างงามเลย แล้วในที่สุดก็ทรงได้ขึ้นครองราชย์จริงๆ ทรงรำลึกถึงหลวงตาเฒ่าวัดตะเคียนขึ้นมา ตั้งพระทัยจะไปนมัสการ ก็ทรงทราบว่า หลวงตาเฒ่ามรณภาพไปนานแล้ว จึงทรงปฏิสังขรณ์เป็นการบูชาคุณหลวงตาเฒ่าแล้วพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดมหาพฤฒาราม (แปลว่า วัดที่สร้างถวายพระผู้เฒ่า)

เมื่อทรงเชี่ยวชาญในโหราศาสตร์แล้ว ก็มิได้ทรงใช้วิชาโหราศาสตร์ทำนายทายทักอะไร นอกจากทรงวิพากษ์วิจารณ์ดวงพระชาตาของพระราชโอรสบางองค์ ดังทรงวิจารณ์ดวงพระชาตากรมหมื่นพิชิตปรีชากร ที่โหรทั้งหลายว่าเป็นดวงแตก เอาดีไม่ได้ ว่าถ้าถอดดวงให้ละเอียดแล้ว กลับเป็นดวงดีอย่างยิ่งเป็นต้น

และทรงสามารถใช้โหราศาสตร์แก่เคล็ดได้อีกด้วย ดังทรงเห็นว่าดวงพระชาตาพระอนุชาธิราชแข็งมาก จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อถูกอัญเชิญลาสิกขาเพื่อไปครองราชย์ พระองค์จึงทรงสถาปนาพระอนุชาธิราชให้เป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ากันว่าทรงแก้เคล็ดทางโหราศาสตร์

สองสามวันมานี้มีข่าวโหร หรือหมอดูแม่นชื่อ หมอดูอีที (ขอประทานโทษถ้าฟังมาผิด) เป็นชาวพม่า ทำนายดวงนักการเมืองดังๆ มามาก หลายท่านก็ว่าทำนายได้แม่นยำ

อย่างป๋าเหนาะท่านว่า ท่านเองก็เคยให้หมอดูอีทีทำนาย แม่นมาก “ขนาดเงินกระเป๋าผม ยังทายได้เลยว่า มีใบพัน ใบห้าร้อย ใบร้อยกี่ใบๆ และแต่ละใบเลขอะไร” แล้วท่านเล่าต่อ หมอเขาก็เตือนว่า

ระวังจะถูกหลักหลัง ดวงทำบุญคนไม่ขึ้น หมอยังบอกว่าใครควรคบไม่ควรคบ ถึงตรงนี้เสียงนักข่าวแทรกขึ้นว่า “แล้วหมอบอกหรือเปล่าว่าคนหน้าเหลี่ยมไม่ให้คบ” ป๋าท่านก็บอกว่าไม่เอาแล้วๆ อย่าถามมาก อะไรประมาณนั้น

หมอดูที่ทายแม่นยังกับตาเห็น มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ส่วนมากทายอดีตและปัจจุบันค่อนข้างแม่น แต่ทายอนาคตไม่ค่อยแม่น นานๆ จะทายอนาคตค่อนแม่นยำ ดังกรณีซินแสมองหน้าพระหนุ่มสองรูปกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ แล้วก็หัวเราะชอบใจ พระหนุ่มสองรูปถามว่า หัวเราะอะไร ซินแสตอบว่า

“ลื้อสองคงนี้จะได้เป็นพระเจ้าแผ่งลิง (แผ่นดิน)” แล้วก็หัวเราะเห็นฟันเหลือง

คราวนี้ พระคุณเจ้าทั้งสองรูปหัวเราะบ้าง ดังกว่าเสียงของซินแส ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างไร สองคนเป็นพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน ! ถ้าซินแสแกมีอายุยืนยาวจนได้เห็นว่าอดีตพระหนุ่มสองรูปนั้นได้เป็นพระเจ้า แผ่นดินจริง คือ พระสินได้เป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระทองด้วงได้เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

แกก็คงหัวร่อชอบใจที่แกพยากรณ์แม่นจริงๆ

ทำไมการพยากรณ์อดีตจึงแม่น พยากรณ์อนาคตไม่แม่น

ตอบง่ายนิดเดียว เพราะชีวิตคนมิได้ขึ้นอยู่กับโหราศาสตร์เป็นเงื่อนไขอย่างเดียว มันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมาย อดีตนั้น “นิ่ง” แล้ว ไม่มีเงื่อนไขอะไรมาผลักดันให้เป็นอื่นได้ เพราะฉะนั้น การทำนายทายทักจึงมักจะตรง แต่ปัจจุบันและอนาคต มันยังเคลื่อนไหวเพราะเหตุปัจจัยอีกหลายอย่าง ยังไม่นิ่ง

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ “กรรม” (การกระทำ) ของคนๆ นั้นเอง เขาทำทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีคละกันไป สิ่งเหล่านี้แหละมีแนวโน้มจะให้ผลในอนาคต ไม่ว่าดีหรือไม่ดี

พูดอีกนัยหนึ่ง เราเป็นผู้กำหนดอนาคตเราเอง ถ้าต้องการให้ชีวิตเป็นไปอย่างใด ก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่ดีๆ ไว้ให้มาก แล้วอนาคตจะไปดีเอง ตรงข้ามถ้าสร้างแต่เงื่อนไขไม่ดี อนาคตก็เป็นไปตามนั้น

ลองฟังนิทานชาดกนี้ดู พระราชาสองเมืองทำสงครามกัน ผัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ถึงฤดูฝนก็หยุดพักสิ้นฤดูฝนก็รบใหม่ เป็นอย่างนี้มานาน จนมีคนไปถามฤๅษีว่า พระราชาองค์ไหนจะชนะ ฤๅษีก็ไปถามพระอินทร์อีกต่อ พระอินทร์บอกว่าพระราชาเมือง ก. จะชนะ เมือง ข. จะพ่ายแพ้ ข่าวนี้ก็ไปเข้าพระกรรณของพระราชาทั้งสององค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะชนะ ก็ดีใจ ประมาท เลี้ยงฉลองกันมโหฬารตั้งแต่ยังไม่รบ ไม่ฝึกปรือกองทัพให้พร้อม สบายใจว่าจะชนะแน่ ส่วนพระราชาที่หมอทำนายว่าจะแพ้ ก็ไม่ยอมถอดใจ ตั้งหน้าตั้งตาฝึกปรือกองทัพอย่างเข้มงวด วางแผนรุกแผนรับไว้อย่างพร้อมสรรพ

เมื่อถึงคราวรบจริง เรื่องก็กลับตาลปัตร ฝ่ายที่ว่าจะชนะ ก็ถูกตีกระจุย ฝ่ายที่ว่าจะแพ้ ก็กำชัยชนะไว้ได้ พระราชาองค์ที่ฤๅษีว่าจะชนะ จึงไปต่อว่าฤๅษีหาว่าทำนายส่งเดช ฤๅษีก็หน้าแตกไปตามระเบียบ จึงไปต่อว่าพระอินทร์หาว่าทายซี้ซั้ว ทำให้แกผู้นำคำทำนายไปเผยแพร่เสียหน้า พระอินทร์กล่าวว่า

“ไม่ผิดดอก ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน พระราชา ก. จะชนะแน่นอน แต่บังเอิญว่ามีเงื่อนไขใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ ความพากเพียรพยายามฝึกฝนฝึกปรือกองทัพของพระราชาเมือง ข. การณ์จึงกลายเป็นตรงกันข้าม”

แล้วพระอินทร์จึงกล่าวปรัชญาว่า

“คนที่พยายามจนถึงที่สุดแล้ว แม้เทวดาก็กีดกันไม่ได้”

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของเหลียวฝาน ที่มิสโจ แปลไว้ในหนังสือ โอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน ที่พิมพ์เผยแพร่มาหลายครั้งแล้ว

เหลี่ยวฝานเดิมชื่อเสวียห่าย ได้พบผู้เฒ่าข่ง ผู้เฒ่าทำนายว่าจะได้เป็นขุนนาง ปีไหนจะเป็นอย่างไรบอกไว้หมด และว่าท่านเหลี่ยวฝานจะไม่มีบุตร และจะตายเมื่ออายุได้ 50 ปี

คำพยากรณ์ของท่านผู้เฒ่า แม่นยำมาตลอด จนท่านคิดว่าชะตาชีวิตคนเราถูกฟ้าดินกำหนดมาแล้ว ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เลยไม่คิดที่จะขวนขวายพยายามต่อไป ปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต ต่อมาท่านได้พบ พระเถระนาม ฮวิ๋นกุ ท่านได้สอนว่า ชะตาชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อนาคตเราต้องสร้างเอง คนทำดีชะตาก็ดี ทำชั่วชะตาก็ชั่ว เมื่อต้องการอนาคตดี ต้องทำดี ถ้าประกอบแต่ความไม่ดี แม้ชีวิตดีมาแล้วก็กลายเป็นร้ายได้

เหลี่ยวฝานได้เล่าคำทำนายของท่านผู้เฒ่าให้พระเถระฟัง ว่าที่ท่านทำนายไว้ถูกต้องแม่นยำมาตลอด ยังเหลือแต่สองข้อสุดท้าย คือจะไม่มีบุตร และสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 50

พระเถระกล่าวว่า ให้ตั้งปณิธานว่าจะทำดีให้มาก สั่งสมบารมีให้มาก ไม่ยอมตนอยู่ในอิทธิพลของคำพยากรณ์ต่อไป บุญกุศลใดที่ทำด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ แม้กระทำครั้งเดียว ก็เท่ากับกระทำหมื่นครั้งทีเดียว

ท่านก็เชื่อพระเถระ ตั้งหน้าทำแต่ความดีงาม สำรวจความดีความชั่วของตนเองว่า วันหนึ่งๆ ทำความชั่วอะไรบ้าง ความดีอะไรบ้าง แล้วพยายามลบความชั่วด้วยความดีเรื่อยๆ จนมีความดีเพิ่มมากขึ้น แล้วท่านก็ชนะชะตาชีวิต คือได้บุตรชายคนหนึ่ง เมื่อถึงอายุ 50 ปี ก็มิได้ตายดังคำทำนายของผู้เฒ่าข่ง อยู่มาถึงอายุ 69 ปี

ท่านจึงแน่ใจว่า คนเราถ้าไม่ขวนขวายพยายาม ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของฟ้าดิน แต่กรรมเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริง นั่นคือเราต้องสร้างอนาคตของเราเอง คนที่พยายามพึ่งตัวเองด้วยการกระทำแต่ความดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมอยู่เหนือโชคชะตา ถ้าใครคิดว่าชีวิตถูกลิขิตมาอย่างใดก็ย่อมเป็นอย่างนั้น แก้ไขไม่ได้เลย ผู้นั้นถึงจะเป็นคนคงแก่เรียนเพียงใด ก็นับว่าโง่อยู่นั้นเอง

9/16/2009

สร้างสมเด็จองค์ปฐม หน้าตัก ๑๐ วา วัดหนองหญ้าปล้อง

สร้างสมเด็จองค์ปฐม หน้าตัก ๑๐ วา
วัดหนองหญ้าปล้อง



ท่านพระครูไพโรจน์ภัทรคุณ ( วิโรจน์ ภทฺทปญฺโญ ) วัดสระพัง ได้ปรารภกับอาตมาว่า จะสร้างสมเด็จองค์ปฐมขนาดหน้าตัก ๑๐ วา สักหนึ่งองค์ โดยหาเจ้าภาพร่วม ๑๘ ท่าน รับผิดชอบหาปัจจัยในการสร้างประมาณท่านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
เมื่อสร้างแล้ว จะถอดแบบเอา ไว้ด้วย เพื่อที่เวลาสร้างองค์ต่อไป จะได้ไม่ต้องเปลืองค่าแรงช่าง ใครได้แบบไปก็ผสมปูนเทได้เลย อาตมารับเป็นเจ้าภาพร่วม และถูกดันออกหน้าให้เป็นประธานในการสร้าง
จึง ขอบอกบุญจากญาติโยมทั้งหลาย ท่านใดมีจิตศรัทธา จะร่วมสร้างสมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก ๑๐ วา และแบบพิมพ์พระ ให้บริจาคได้ตามเจ้าภาพร่วมข้างล่าง ใกล้วัดใดให้บริจาคที่วัดนั้น เพราะปัจจัยทั้งหมดเข้ารวมในกองกลางอยู่แล้ว
หาก ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ติดต่อสอบถามตามได้ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ และมีข่าวดีคือ แม้จะยังไม่ทันสร้างองค์แรก ก็มีวัดต่างๆจองแบบไว้ เพื่อสร้างต่อถึง ๔ วัดแล้ว
ขอผลบุญกุศลนี้ เป็นปัจจัยให้ทุกท่าน มีความเป็นอยู่คล่องตัว มีความปรารถนาที่สมหวังจงทุกประการด้วยเทอญ

พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
๑ มกราคม ๒๕๕๐

สำหรับผู้ประสงค์โอนเงินจากบัญชีต่างจังหวัด
ธนาคาร กรุงไทย จำกัด
ชื่อบัญชี พระครูธรรมธร เล็ก สุธัมมปัญโญ
สาขา ทองผาภูมิ
ประเภท ออมทรัพย์
หมายเลขบัญชี ๗๑๘ - ๑ -๑๘๑๕๕ - ๖

สำหรับผู้ประสงค์โอนเงินจากต่างประเทศ
ธนาคาร : Krung Thai Bank
ชื่อบัญชี : Prakruthammatorn Lek Suthammapunyo
สาขา : Thong Pha Phum Branch
หมายเลขบัญชี : ๗๑๘-๑-๑๘๑๕๕-๖
SWIFT Code : KRTHTHBK]
รูปขนาดเล็ก
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: DSCF1715.jpg Views: 558 Size: 834.5 KB ID: 134233 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: พระ.JPG Views: 686 Size: 121.5 KB ID: 134234 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: DSC00132.jpg Views: 714 Size: 931.1 KB ID: 134235

คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: DSC00145.jpg Views: 399 Size: 785.1 KB ID: 134236 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: DSC00140.JPG Views: 856 Size: 1.39 MB ID: 134237 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: 0018.JPG Views: 1410 Size: 607.0 KB ID: 134238

มนุษย์หัวแถว ยังไม่ดีเท่าเทวดา นางฟ้าท้ายแถว

ธรรม
ที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
เล่มที่ ๖
พระราชพรหมยานมหาเถระ หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง

รวบรวมโดย : พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน


















แจก cd สอนสมาธิเบื้องต้น ไปจนถึง มโนมยิทธิ และกสิณ ตามแนวทางหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ท่านใดสนใจ pm มาครับ จัดส่งฟรีถึงบ้าน หรือจะดาวโหลดตามลิ้งได้เลยจ้า
http://audio.palungjit.com/showthread.php?t=3588

พระไทยรูปแรกที่ได้เทศน์โปรดนักโทษในเรือนจำอเมริกา



ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ






ข่าวคนไทยในอเมริกา
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์

พระไทยเข้าคุกของเคาน์ตี สนทนาธรรมกล่อมนักโทษ

แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอส เอนิวส์) : “ดร.พระมหาจรรยา” เข้าคุกดาวน์ทาวน์แอลเอ ทุกเย็นวันพุธ เพื่อสนทนาธรรม กล่อมเกลานักโทษ เผยนักโทษให้ความสนใจเพิ่มทุกอาทิตย์

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า เปิดเผยกับไทยทาวน์ฯ ถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนากับนักโทษในเรือนจำ เมโทรโปลิแตน ดีเทนชั่น เซ็นเตอร์ บนถนนอลามีด้า ใกล้ฟรีเวย์ 101 ในดาวน์ทาวน์ลอส แอนเจลิส ของตนว่า เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดมาก่อน

“อาตมา นั่งรถเมล์จากโพโมน่ามาที่ดาวน์ทาวน์ มาลงแถวๆ ยูเนี่ยนสเตชั่นใกล้ๆ คุกอลามีน่า ก็มีคนผิวดำคนหนึ่ง เป็นอิสลาม เป็นอิหม่ามเข้ามาโค้ง ถามว่าเป็นพระศาสนาพุทธใช่ไหม บอกว่าใช่ ถามอีกว่าไปช่วยสอนนักโทษหน่อยได้ไหม คือเจอกันก็ถามตูมเลย ไม่อ้อมค้อม อาตมาตอบว่าสอนได้ เขาบอกไม่เยอะนะ อาตมาบอกเจอคนเดียวก็สอนได้ แกก็เลยจูงมือหลบคนไปนั่งคุยกันที่ข้างๆ ตู้เครื่องแช่แถวนั้น ถามอาตมาว่าประวัติการศึกษาอย่างไร อาตมาก็บอกรวบๆ ว่าจบตรี Buddhist Studies (พุทธศาสตรบัณฑิต) จบโทและเอกด้าน Politic (รัฐศาสตร์) ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง The Buddha’s socio-political ideas (ศึกษาแนวคิดทางการเมืองและสังคมของพระพุทธเจ้า) เขาก็บอก โอ กำลังหาอยู่เลย ก็รีบจดประวัติ ขอเบอร์โทร อีเมล์อะไรไป แล้วก็ให้นามบัตรมา เขียนว่า Department of Justice, Federal Bureau of Prisons คือเป็นอนุศาสนาจารย์ของเรือนจำ คงจบมาทางศาสนศาสตร์ บรรจุตำแหน่งนักการศาสนา”
เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา เผยต่อไปว่า วันรุ่งขึ้น ตนได้รับอีเมล์จากอิหม่ามคนดังกล่าวบอกว่าในคุกของเคาน์ตี มีนักการศาสนาคริสต์และอิสลาม เข้าไปพูดคุยให้คำปรึกษากับนักโทษเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ยังไม่มีศาสนาพุทธ แม้ว่าจะมีการเสาะหามานาน และที่สำคัญคือเขากำลังจะเกษียณในอีกไม่นานข้างหน้า

“เขา บอกว่าอาตมาเหมือนคนที่พระเจ้าของเขาส่งมา เพราะเขาสวดขอจากพระเจ้าของเขา ก็บอกมาว่าจะไปสอนวันไหน เวลาไหน จะจัดรถมารับ อาตมาก็บอกว่าวันพุธ ให้เวลาเขาตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไป ก็ลงตัวที่ตอนหกโมงเย็นทุกวันพุธ แต่ไม่ต้องส่งรถมา อาตมาไปรถเมล์สะดวกกว่า ชั่วโมงเดียวถึง”

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ กล่าวต่อว่า การสอนธรรมะในคุกครั้งแรก เมื่อวันพุธที่ 26 สิงหาคม แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นนักโทษหญิง ในเวลา 18.00-19.00 น. จากนั้นเป็นนักโทษชายระหว่างเวลา 19.00-20.00 น. โดยมีการจัดเตรียมสถานที่อย่างดี และเหมาะสม

“ครั้งแรกมีผู้หญิงมาคุยประมาณสิบกว่าคน เป็นแม่หญิงลาวสองคน บอกว่าติดคุกเก้าเดือน อยากเจอพระมาก อยากเจอผ้าเหลือง ได้เจอก็ดีใจ วันแรกเอาหนังสือธรรมะภาษาอังกฤษไปแค่ห้าเล่ม หยิบพรึบเดียวหมด แล้วอ่านแบบหิวโหยเลย สนใจมาก เริ่มรายการก็บอกคุยกันก่อน ยังไม่สอนอะไรเป็นพิธีการ นั่งคุยกันเรื่องความทุกข์ อยากออกจากทุกข์ ก็อธิบายตามหลักพุทธศาสนาง่ายๆ ว่าความทุกข์คือของที่มาเยือนเป็นครั้งคราว แต่ความสงบคือความมีอยู่นิรันดร์ ให้พิจารณาตรงนี้ดีๆ จากนั้นก็เป็นนักโทษชาย พวกนี้เป็นนักวิชาการหลายคน มากันสิบกว่าคน มีคนหนึ่งท่องพระสูตรของมหายานได้หลายสูตร คุยกันเรื่องพระไตรปิฎก คุยอริยสัจ อีกคนพูดไทยได้ เคยอยู่เมืองไทย 15 ปี ติดคุกคดียาเสพติดในเมืองไทย อยู่เจ็ดปีก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก็กลับมาอเมริกา แต่อยากกลับเมืองไทย คิดถึงภรรยาคนไทย แต่เขาไม่ให้ออกนอกประเทศ ทำพาสปอร์ตปลอม เลยติดคุกอีกสองปี คนนี้เป็นขาใหญ่ ท่าทางมีอิทธิพล อย่างคนนั่งฟังเทศน์ยกขาแบบสบายๆ หมอนี้สะกิด เอาลงหมด มีคนจีนคุยกัน แกจุ๊ๆ เงียบหมด เป็นขาใหญ่ที่สนใจธรรมะ ตัวแกนั่งพับเพียงใกล้ๆ ขาพระเลย บอกว่าสามเดือนจะออกแล้ว”

การเข้าไปสอนธรรมะ และให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ กับเหล่านักโทษในเรือนจำ เมโทรโปลิแตน ดีเทนชั่น เซ็นเตอร์ อันเป็นสถานที่กักกันนักโทษในคดีไม่ร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นทุกวันพุธนั้น ดร.พระมหาจรรยากล่าวว่า แต่ละครั้งจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ “ครั้งล่าสุดนี่ มากันเต็มห้องเลย” พระนักเทศน์ชื่อดังของชุมชนไทยในลอส แอนเจลิส กล่าว

เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญากล่าวด้วยว่า ครั้งล่าสุด อิหม่ามได้แนะนำให้ตนรู้จักกับ พาสเตอร์หนุ่มชาวอเมริกัน ที่จะเข้ารับหน้าที่แทนหลังเกษียณอายุราชการ มีการสั่งเสียฝากฝังกันเอาไว้อย่างดีแล้ว ทำให้ตนเชื่อว่ากิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาในคุกของแอลเอ เคาน์ตี จะยังมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่ขาดตอน

“คุยกันถึงคุกที่ลองบีชด้วย ที่นั่นเป็นที่ขังนักโทษคดีร้ายแรง เขาจะพาไปเหมือนกัน แต่กำลังหารถหารากันอยู่ คือ ถ้าเขาต้องการก็จะสอนไปเรื่อยๆ เพราะเป็นที่เผยแผ่ธรรมะแห่งหนึ่งที่มีคนสนใจแท้ๆ เลย คือตั้งแต่มาอเมริกา 7-8 ปีนี่ ก็มีครั้งนี้ที่เข้าถึงคนอเมริกันมากขนาดนี้ และมาแบบสนใจแบบสุดๆ เลยด้วย” พระสงฆ์ไทยคนแรกที่เข้าไปเผยแผ่ธรรมในคุกของอเมริกากล่าว และว่าอาจจะเป็นเพราะนักโทษเหล่านั้น บางส่วนอยู่ในสภาพที่มีทุกข์ การได้สนทนาธรรมจึงเป็นทางออกที่ดี แม้ว่าเกือบทั้งหมดจะไม่ใช่พุทธศาสนิกชนก็ตาม


“ครั้ง ที่แล้ว มีคนหนึ่ง อายุ 20 กว่าๆ ไหว้สวย เขาสนใจคุยกับอาตมามาก พอหมดเวลาก็บอกว่าวันพุธหน้าให้มาคุยกันอีกนะ เขาบอกไม่ล่ะ พรุ่งนี้เขาจะออกจากคุกแล้ว หัวเราะกันครืนเลย เขาบอกติดคุกมาหกเดือน วันนี้เป็นวันที่วิเศษที่สุด อาตมาก็ดีใจ” เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญากล่าวในที่สุด.








นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์

การรู้สภาวะที่แท้จริงของร่างกายในธรรมปัจจุบันคือ อริยสัจ


ธรรม
ที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
เล่มที่ ๖
พระราชพรหมยานมหาเถระ หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง
รวบรวมโดย : พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
















9/13/2009

ปาฏิหารย์แห่งการสวดมนต์



ปัจจุบันนี้ ชาวพุทธส่วนใหญ่นิยมสวดมนต์ทั้งที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน ที่ทำงาน และในรถ บางคนมีศรัทธาช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์แจกตามที่ต่างๆ เพราะมีประสบการณ์และพบปาฏิหาริย์ทางใจจากการสวดมนต์เป็นประจำ
หากใครได้เคยไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่อินเดีย โดยเฉพาะที่พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จะเห็นภาพของชาวพุทธทั้งชาวธิเบต อินเดีย ไทย จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ชาวตะวันตกพากันสวดมนต์ด้วยภาษาของตน ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

แม้ว่าจะสวดคนละภาษาก็จริง ถึงอย่างนั้นเสียงก็ดังกังวานไปทั่ว

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีใครบ่นว่าหนวกหู หรือเกิดความไม่พอใจจากเสียงรบกวนกัน แต่ละคณะเมื่อมาถึงก็สวดด้วยภาษาของตน เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากพลังแห่งความศรัทธา เป็นเสียงที่มีพลังความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดปีติขนลุกโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดบรรยากาศอันอิ่มบุญและสุขใจอย่างบอกไม่ถูก

หรือแม้ขณะกำลัง นั่งรถเดินทางไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ ชาวพุทธก็นิยมสวดมนต์ในรถไปด้วย เพื่อเป็นพุทธานุสสติในการไปเยือนถิ่นอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนพุทธภูมิ ที่สำคัญคือ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วย

การ "สวด " เป็นกิริยาการท่องที่เป็นทำนองเป็นจังหวะ ส่วน "มนต์" คือคำสอนของพระพุทธเจ้า การสวดมนต์จึงเป็นการสรรเสริญคุณ และทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าย่อมได้ความสบายใจเกิดขึ้นด้วย

ในขณะกำลังสวดมนต์เราก็น้อมใจตามบทสวด พิจารณาความหมาย เข้าใจธรรมะในบทสวด ใจย่อมเกิดความปีติปราโมทย์ เมื่อใจเกิดปีติแล้ว กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเกิดความสุข เมื่อมีความสุขทางใจ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เป็นหนทางแห่งการหลุดพ้น อาสวะกิเลสที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมได้บรรลุธรรมอันวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุ เป็นหนทางความหลุดพ้น

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวิมุตติสูตรว่า การฟังธรรม, การแสดงธรรม, การสวดสาธยายมนต์, การตรึกตรองใคร่ครวญธรรม และสมาธิภาวนา ธรรมทั้ง 5 ประการนี้ เป็นสาเหตุแห่งความหลุดพ้น




การสวดหรือการสาธยายด้วยวาจา ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการสาธยายด้วยใจ คือทำให้จำได้ชำนาญ คล่องปาก การสาธยายด้วยใจย่อมเป็นปัจจัยแห่งการแทงตลอด

การสวดมนต์ภาวนา เป็นการเจริญอานาปานสติควบคู่ไปด้วย เป็นการฝึกลมหายใจให้ยาวและลึก ช่วยให้ได้รับพลัง หรือออกซิเจนเวลาหายใจเข้า ขณะที่สวดเปล่งเสียงออก เป็นการขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือมลพิษออกจากตัว ยิ่งสวดได้นานและเป็นจังหวะเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถขับมลพิษออกไปได้มากเท่านั้น เรียกว่า เป็นการออกกำลังภายใน และช่วยให้จิตใจแน่วแน่มั่นคง มีความสงบสุข

จึงมีคำกล่าวว่า "สวดมนต์เป็นยาทา" คือทาแล้วก็ทะลุถึงใจเลยทีเดียว "ภาวนาเป็นยากิน" หมายถึง การทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ หยุดนิ่ง เป็นอาหารใจที่ดีที่สุด ดีกว่าการสวดมนต์ เพราะเมื่อใจสงบ หยุดนิ่ง ก็เกิดการเห็นและเข้าใจธรรมะได้ลึกซึ้ง เปรียบเสมือน "ยากิน" ซึ่งสามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาทา

อย่างไรก็ตาม ทั้งการสวดมนต์และการเจริญภาวนา ก็ควรทำทั้งสองอย่าง และควรทำเป็นประจำทุกวัน เหมือนการรับประทานอาหาร อย่างน้อยก็ 1 ครั้งก่อนเข้านอน เพราะจะได้หลับไปด้วยใจอันสงบ ตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกสดชื่น สบายใจ มีความคิดปลอดโปร่ง เบิกบานใจ

อนึ่งการสวดมนต์ย่อมเป็นการฝึกให้เราพูดแต่ความดี เมื่อเราสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ย่อมเป็นการพูดแต่ความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราทำเป็นประจำ เราเองก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ มาอยู่ในใจ เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต




ก่อนสวดมนต์ที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน หรือว่าในการเจริญพระพุทธมนต์ตามงานต่างๆ นิยมสวดบทชุมนุมเทวดา ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า "ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา" หรือในสวดมนต์ 12 ตำนาน จะเริ่มด้วยคำว่า "สะมันตา จักกะวาเฬสุ" เป็นต้นไป เป็นบทสวดเพื่ออัญเชิญเทวดาที่สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ ทั้งเทวดาที่สถิตอยู่ที่ยอดภูเขา ในอากาศ ในวิมานก็ดี หรือภุมมเทวดาก็ดี รวมทั้งยักษ์ คนธรรพ์ และนาคที่อยู่ในน้ำและบนบก ให้มาประชุมกัน เพื่อฟังธรรมหรือฟังการสวดมนต์ เพราะเวลาอันพิเศษเช่นนี้ เป็นเวลาที่เทวดาทั้งหลายจะได้มีโอกาสฟังธรรม และสั่งสมบุญบารมีให้กับตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเทวดาทั้งหลายก็ต้องการทำบุญ เพื่อจะได้อยู่ในสวรรค์นานๆ ไม่มีใครอยากลงมาเกิดเป็นมนุษย์ พบความทุกข์ยากลำบากอีก

แม้กระทั่ง ก่อนสวดมนต์ใกล้จะจบ เราก็สวดส่งเทวดา เรียกว่า "เทวะตาอุยโยชะนะคาถา" ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า "ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา" หรือบางครั้งตัดไปสวดเฉพาะท่อนสุดท้ายว่า "สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา" เป็นต้นไป เป็นคาถาสวดเพื่อส่งเทวดากลับวิมาน หลังจากลงมาฟังเสียงสวดมนต์เป็นเวลาพอสมควรแล้ว เป็นธรรมเนียมว่าเมื่อเชิญมาแล้วต้องเชิญกลับไป มีความหมายเพื่อเป็นการแผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หายทุกข์โศกโรค ภัย

จากนั้น จะเป็นการแนะนำเทวดาให้อนุโมทนาบุญกุศลที่เราได้บำเพ็ญมา ซึ่งก็รวมถึงบุญกุศลอันเกิดจากการสวดมนต์ของเราด้วย เพื่อเทวดาจะได้อานิสงส์ในบุญนั้น

จากนั้น เป็นการแนะนำเทวดาให้มีความศรัทธาในการทำบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา แล้วอัญเชิญเทวดากลับไปยังวิมานของตน

และ บทสุดท้ายเป็นการขออานุภาพของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาผู้สวดและผู้ฟังทั้งหลายให้มีความสุข ปราศจากความทุกข์ใจ ปราศจากอันตรายทั้งปวง

การสวดมนต์ หรือการนำพระพุทธพจน์มาสวดสาธยาย จนเกิดอานุภาพในการต้านทาน ป้องกันอันตรายนั้น มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล บางพระสูตรพระพุทธองค์ทรงสวดเอง บางพระสูตรทรงแนะนำให้พระสงฆ์สาวกสวด บางพระสูตรเทวดาเป็นผู้นำมาแสดง เช่น





มงคลสูตร ที่เริ่มต้นด้วยบทว่า "อะเสวะนา จะ พาลานัง" เป็นต้นไป เป็นบทสวดเกี่ยวกับมงคลชีวิต 38 ประการ ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่สำคัญต่อชีวิตประจำวัน และหลักการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา เรื่องมงคลชีวิตเป็นปัญหาโลกแตกมานาน เนื่องจากในสมัยนั้น มนุษย์ได้ตั้งปัญหาเสวนากันว่า "อะไรเป็นมงคล" แต่ก็ไม่มีใครสามารถตอบปัญหานี้ได้ เป็นเวลานานถึง 12 ปี ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว เพราะความเห็นไม่ลงรอยกัน

ปัญหานี้มิได้ถกเถียงกันในหมู่มนุษย์เท่านั้น แม้เหล่าเทวดาก็ถกเถียงกัน จนหาข้อยุติไม่ได้ จึงพากันไปทูลถามพระอินทร์ (ท้าวสักกะ) ก็ไม่สามารถตอบได้ แต่ได้แนะนำให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า หมู่เทวดาทั้งหลายจึงลงมติเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ ส่งเทพบุตรองค์หนึ่งเป็นตัวแทนลงมาถามปัญหานี้กับพระพุทธเจ้า

ดึกสงัด ณ ราตรีหนึ่ง เทวดาได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยแสงสว่างรุ่งเรืองไปทั่ววัด ทูลถามปัญหามงคล พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า "การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นมงคลอย่างสูงสุด" เป็นมงคลข้อแรก จนถึง มงคลข้อสุดท้าย คือ "ผู้ที่โลกธรรม (ลาภ-เสื่อมลาภ ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์) กระทบแล้วไม่หวั่นไหว จิตใจไม่มีความยินดีและยินร้าย ปราศจากความเศร้าหมอง เป็นจิตถึงความสุขอันวิเศษ เป็นมงคลอันสูงสุด"

พระสูตรนี้ เป็นพระสูตรหลักที่จะต้องสวดทุกครั้งในการสวดมนต์ที่บ้าน หรือในการเจริญพระพุทธมนต์ในงานพิธีต่างๆ เป็นบทที่เจ้าภาพผู้เป็นประธานจะต้องจุดเทียนที่บาตรน้ำมนต์

รัตนสูตร ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ซึ่งเริ่มต้นสวดด้วยบทว่า "ยังกิญจิ วิตตัง" เป็นต้นไป เป็นบทสวดว่าด้วยอานุภาพพระรัตนตรัย สาเหตุเกิดจากเมืองเวสาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี ซึ่งเคยเป็นเมืองที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ แต่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง เกิดวิกฤตข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก (ทุพภิกขภัย) เมื่อมีคนตายมาเผาแทบไม่ทัน กลายเป็นศพไร้ญาตินอนกราดเกลื่อนไปทั้งเมือง พวกอมนุษย์หรือภูตผีปีศาจได้กลิ่นซากศพ ก็พากันแห่เข้าสู่เมือง ทำอันตรายรบกวนชาวบ้าน (อมนุสสภัย) และเมื่อมีคนตายเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้เกิดโรคระบาดแพร่กระจายไปทั่ว (โรคภัย) เป็นเหตุให้ชาวบ้านได้รับความทุกข์เดือดร้อน แม้จะพากันรวมตัวไปประท้วงร้องทุกข์ต่อพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงคิดว่าน่าจะมีสาเหตุอย่างแน่นอน เพราะภัยทั้ง 3 นี้ ไม่เคยเกิดมา 7 ชั่วอายุคนแล้ว คนเดียวที่จะแก้ไขได้ คือ พระพุทธเจ้าเท่านั้น

ขณะนั้น พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ชาวบ้านจึงพากันส่งเจ้าลิจฉวี ชื่อว่ามหาลิ และมหาอำมาตย์ไปนิมนต์พระพุทธเจ้า เพื่อขอพึ่งบุญบารมี

พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ชาวบ้านจะได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุมรรคผลเป็นอันมาก และภัยพิบัติทั้งหลายจะสงบลง จึงได้รับอาราธนาเสด็จไป

พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์เรียนเอารัตนสูตรน้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย นึกถึงพระพุทธคุณทั้งปวงของพระองค์ ตั้งแต่ปรารถนาพุทธภูมิเป็นต้นมา จนถึงการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วสวดพระปริตรตลอดทั้งคืน ภัยพิบัติทั้งหลายก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์

ต่อมาภายหลัง ได้กลายเป็นแบบอย่างในการทำน้ำพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ในปัจจุบัน เมื่อท่านสวดถึงบทว่า "นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป" ประธานสงฆ์จะดับเทียนน้ำมนต์ โดยการจุ่มเทียนลงไปในบาตรน้ำมนต์ มีความหมายว่า ขอให้โรคภัยความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง จงดับสูญสลายหายไปเหมือนเทียนเล่มนี้




บทสวดที่พุทธศาสนิกชนนิยมสวด เช่น คาถาพาหุง ว่าด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า และคาถาชินบัญชร ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นต้น บทสวดทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อเราตั้งใจสวดด้วยจิตที่เป็นกุศลและมีสมาธิกับการสวด ย่อมก่อให้เกิดพลานุภาพในการป้องกันภัยอันตรายต่างๆ อย่างปาฏิหารย์ ดัง ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ได้กรุณาสรุปประสบการณ์และผลดีไว้ในหนังสือ "พระพุทธมนต์" ฉบับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนี้

ผลดีประการแรก ก็คือ ทำให้เกื้อกูลแก่สุขภาพร่างกาย ไม่ถึงกับเป็นยาบำรุงกำลัง แต่ผู้ที่สวดมนต์บ่อยๆ เปล่งเสียงดังๆ เต็มที่อย่างถูกต้องตามฐานกรณ์ (คือออกเสียงให้ถูกตามที่เกิดของเสียง หรือ "เอ็กเซ่น" ได้อย่างถูกต้อง) ระบบการหายใจย่อมจะเป็นไปตามธรรมชาติ โลหิตสูบฉีดเป็นปกติในร่างกาย ขับส่วนเสียในร่างกายออก สร้างเสริมส่วนที่บกพร่องให้คงคืนและดีขึ้น ทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดี

เสียงที่เปล่งออกแต่ละครั้ง ตามฐานกรณ์ของคำที่ถูกต้อง จะสร้างความสั่นสะเทือนในร่างกายเรา ความสั่นสะเทือนนี้ไปกระตุ้นต่อมที่กำลังจะเสีย หรือเสื่อมแล้ว ให้คงคืนสภาพ ทำให้เอื้อต่อสุขภาพร่างกาย ให้มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น สวดบ่อยๆ อาจรักษาโรคบางอย่างให้หายได้ด้วย

เรื่องระบบเสียงใดของอักขระใด เกี่ยวข้องกับต่อมใด มีผลงานวิจัยฝรั่งบอกว่า อักขระแต่ละตัวมันเกี่ยวข้องกับต่อมใดบ้าง เมื่อถูกกระตุ้นบ่อยๆ ทำให้โรคที่จะเกิดเพราะต่อมนั้นๆ เสีย ไม่เกิดอย่างไรบ้าง น่าสนใจยิ่ง ทำให้นึกถึงเด็ก เมื่อผู้ใหญ่ร้อง "ฉี่ๆ ๆ" ก็จะปัสสาวะออกทันที ทั้งที่ไม่ปวด ทั้งนี้เพราะเสียง อี เอ ไอ เกี่ยวข้องกับระบบน้ำย่อย ดังนี้เป็นต้น

ถ้าเราสวดบทสวดที่มีเนื้อหาดีงามเป็นนิจศีล ดังพระสงฆ์สวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็น สุขภาพกายและสุขภาพจิตเราต้องดีแน่นอน และเสียงสวดมนต์นี้จะเป็น "พลัง" ที่คงอยู่ในตัวเรา ไม่ลบเลือนหายไปไหน

มีเรื่องหนึ่งที่ได้ทราบมาว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธฯ ทรงประชวรหนัก หมอต่อสายระโยงระยางไปหมด ชีพจรและการเต้นของหัวใจนั้นผิดปกติมากอย่างน่าเป็นห่วง แต่พอถึงเวลาประมาณ 5-6 โมงเย็น ทุกอย่างกลับเป็นปกติ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่มีใครทราบว่าเพราะเหตุใด จนกระทั่งพระเลขานุการส่วนพระองค์ระลึกได้ว่า เวลานี้เป็นเวลาที่สมเด็จพระสังฆราชสวดมนต์ในพระอุโบสถทุกวัน

ผลดีประการที่สอง คือ เป็นการสร้างสมาธิอย่างดี ไม่ต้องฝึกปฏิบัติสมาธิแบบอื่นก็ได้ เพียงสวดมนต์ดังๆ ทุกวันทุกคืนสม่ำเสมอเป็นนิจศีล ท่านจะอัศจรรย์ใจที่ได้พบว่าสมาธิของท่านดีวันดีคืนอย่างน่าประหลาด เมื่อจิตเป็นสมาธิจะทำงานอะไรก็ทำได้ดี และมีประสิทธิภาพ

ผลดีประการสุดท้าย คือ ถ้าเรารู้ความหมายของบทสวดด้วย จะทำให้เราเกิดศรัทธาปสาทะในพระรัตนตรัย และศีลธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้น โปรดรำลึกว่า บทสวดมนต์ไม่มีพูดถึงเรื่องที่เลวร้าย ไม่สอนให้อิจฉาริษยาใคร สาปแช่งใคร ตรงกันข้าม กลับสอนให้แผ่เมตตาจิต ความรักความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย การสวดมนต์บ่อยๆ จึงเป็นการ "ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สะอาดขึ้น" โดยไม่รู้ตัว

นี่คือผลดีแห่งการสวดมนต์อย่างมีคุณค่าและความหมาย






ในการสวดมนต์นั้นย่อมส่งผลได้ไกลถึงความหลุดพ้น อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิต ช่วยทำให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน และมีอานุภาพในการป้องกันรักษาดังกล่าวมาแล้ว ผู้รู้ทั้งหลายในสมัยโบราณจึงได้ทำวัตรสวดมนต์สืบมามิได้ขาด ทำเป็นประจำทุกวัน ทุกเช้า-เย็น จนกลายเป็นความเคยชิน เรียกการกระทำนี้ว่า "การทำวัตร"

ฉะนั้น ชาวพุทธไทยจึงควรทำวัตรสวดมนต์ทุกวัน ให้สวดด้วยใจที่แช่มชื่น เบิกบาน ด้วยความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง การสวดมนต์อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า เกิดประโยชน์และมีอานิสงส์อย่างแท้จริง

เมื่อสวดมนต์ เสร็จแล้ว ควรทำสมาธิต่อพอสมควรแก่เวลา หรือหากมีเวลามาก ควรเดินจงกรมและนั่งสมาธิ เพื่อเพิ่มบุญกุศลให้แก่ตัวเองยิ่งขึ้นไป ทำให้ต่อเนื่อง ทั้งการสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ก่อนนอนทุกวัน

เสร็จแล้วแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง และทั่วไป พร้อมกับเพิ่มบทสำคัญที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ใช้นำพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และประชาชนทั่วไปเป็นประจำทุกวัน ว่าดังนี้

"อนึ่ง, ขอให้ชาติไทย, พระพุทธศาสนา, พระมหากษัตริย์, จงยืนยงดำรงมั่น, เป็นหลักชัยของไทย, ปราศจากภัยพิบัติ, อุปัทวันตรายทั้งสิ้น

" ขอให้ประชาชน บนผืนแผ่นดินไทย, ผู้สุจริตใจประกอบกิจ, จงอยู่เย็นเป็นสุข, ปราศจากความอยู่ร้อนนอนทุกข์, จงมั่งมีศรีสุข, พ้นจากความยากจนเข็ญใจ, ปราศจากภัยพิบัติ, อุปัทวันตรายทั้งปวงเทอญ"


ถ้าทำได้อย่างนี้ นับวันจะมีความเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนา จะมีอานุภาพมากมาย เป็นบุญวาสนาของผู้ได้เข้าใกล้ได้พบเห็นอีกด้วย

เหตุ นั้น การทำวัตรสวดมนต์จึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเคารพทุกเช้าค่ำ และต้องทำอยู่ตลอดเวลา ทำให้อยู่ในใจเราเสมอ ทำให้รู้สึกว่าขาดสวดมนต์ไม่ได้ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

การ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิทุกคนก็นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายที่อยู่ตามวัดวาอารามหรือผู้ ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จริงๆ แล้วการสวดมนต์ไหว้พระควรเป็นข้อปฏิบัติประจำของเหล่าชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะการสวดมนต์ไหว้พระในวันวันธรรมสวนะ หรือวันพระหากเราพิจารณาความสำคัญของการสวดมนต์โดยเปรียบเทียบกับทุกศาสนา เราจะพบว่ามีปฏิบัติกันถ้วนหน้าทีเดียวชาวคริสต์ต้องเข้าโบสถ์สวดมนต์

ทุกวันอาทิตย์อิสลามิกชนก็จะมีการสวดมนต์ทุกวันสำคัญ และมีการละหมาดวันละ 6 เวลาทีเดียวเบื้องต้นน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่าการสวดมนต์เป็นสิ่งที่ดีแต่คำ ถามที่มักจะได้ยินเสมอว่าก็คือ ดีอย่างไร
หากเรามองย้อนไปในอดีตตอนพวกเราๆ เป็นเด็ก จะพบว่าในรุ่นปู่ย่า ตายายของเราแทบจะทุกคนที่จะไปวัดเพื่อสวดมนต์ ไหว้พระในวันพระเสมอและยังมีการสวดมนต์ที่ค่อนข้างยาวทีเดียวก่อนนอนทุกวัน
หลายผู้อาจจะไปนั่งพนมมือด้วย หลายผู้ก็นอนฟังแล้วก็หลับไปหลายผู้อาจถูกปลูกฝั่งให้ปฏิบัติเอาเยี่ยงบ้าง ก็มีผมเคยถามท่านทั้งหลายในรุ่นนั้นว่าสวดมนต์ ไหว้พระแล้วได้อะไร ก็มักจะได้คำตอบว่า “ มันดี ”ทำให้ชีวิตดีหรือชีวิตมีสิริมงคล หรือจะได้มีคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หรือ อีกเหตุผลอีกหลายประการซึ่งฟังแล้วไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ คือเข้าใจยากนั่นแหละคนสมัยนี้ชอบใช้เหตุผลที่ค่อนข้างเป็นวิทยาศาสตร์เสีย ด้วย

ทำให้มรดกพุทธศาสนา ( สวดมนต์ ไหว้พระ)จึงไม่ได้รับการสืบทอดและเป็นที่นิยมกันในคนรุ่นปัจจุบัน
บวรธรรมสถานเป็นอีกสำนักหนึ่งที่มุ่งเน้น สั่งสอนให้ลูกศิษย์สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิแผ่เมตตา
ทุกวันพระและให้สวดมนต์ก่อนนอนโดยให้เป็นกิจปฏิบัติที่สำคัญลำดับต้นๆเลยที เดียว แม้ว่าการสวดนั้นจะสวดได้แบบปากเปล่าหรือจะต้องดูหนังสือสวดก็ตามสำคัญอยู่ ที่การสวดมนต์นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจจริง มีสมาธิที่ดีนำจิตไปจับที่ตัวอักษรที่จะสวดออกมาอย่างจดจ่อ เปล่งเสียงให้ดังฟังชัดเจนโดยครูบาอาจารย์ได้อรรถาธิบายความถึงอานิสงส์ของ การสวดมนต์ไว้ ดังนี้

1. อานิสงส์ที่เกิดกับสุขภาพร่างกาย

ผู้ที่นิยมสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิสม่ำเสมอจะก่อให้เกิดผลดีต่อจิตยิ่งจะมีความผ่องแผ้วสว่าง บริสุทธิ์ จิตที่สว่างจะทำให้อารมณ์ผ่องใส ไม่โกรธง่ายไม่เครียด แม้ถ้าจะต้องใช้ความคิดก็จะคิดแบบมีเหตุมีผลการที่จิตผ่องแผ้วถือเป็นโอสถ ทิพย์ที่สำคัญต่อร่างกายที่เดียวส่งผลให้ร่างกายสร้างและหลั่งฮอร์โมนในร่าง กายที่เป็นปกติ ทำให้ร่างกายสมดุลเมื่อร่ายกายสมดุลบุคคลนั้นจะอายุยืน คนที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียดจะอายุยืนยาวเช่นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นสรณะจะอายุ ยืนบางองค์เกินร้อยปีก็มีหรือคนโบราณที่ชอบสวดมนต์ไหว้พระจะอายุยืนยาวมาก ไม่มีต่ำกว่าแปดสิบปี ซึ่งต่างจากคนสมัยปัจจุบันที่แก่เร็วอายุสั้น เฉลี่ยแล้วไม่เกินหกสิบห้า หรือ อย่างมากก็เจ็ดสิบปี การมีจิตที่ผ่องใสเสมือนหนึ่งมียาอายุวัฒนะขนานเอกไว้ในตัวเอง ลักษณะนี้ ครูบาอาจารย์ท่านให้เรียกว่า“ การนำปัจจัยภายในมาสร้างอายุวัฒนะ”

2. อานิสงส์ให้เกิดจิตที่แกร่ง

หลังการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง เป็นการบำรุงจิตจิตที่มีกำลังจะเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย สติดี หนักแน่นการมีจิตเป็นสมาธิสติจะคงอยู่เสมอ จะก่อให้เกิดปัญญาตามมา ปัญญาหมายถึงระบบการคิดที่มีสติคอยกำกับการคิดจึงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน ส่วนความคิดที่ขาดสติเราเรียกว่า “อารมณ์” คนสมัยใหม่ที่ไม่นิยมนั่งสมาธิ ส่งผลให้สติไม่มั่นคงโกรธง่าย โมโหร้าย ขี้หงุดหงิด ไม่อดทนต่อแรงกดดันทั้งปวงมีอารมณ์แปรปรวนไม่สม่ำเสมอ เหตุเพราะจิตมีอ่อนกำลังเราจึงพบว่าสถิติการฆ่าตัวตายของคนสมัยนี้ จึงมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้นรูปธรรมข้างต้นเหล่านี้คงจะพอแสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างจิตสอง ลักษณะคือจิตแกร่งกับจิตอ่อนได้เป็นอย่างดีให้เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าการที่เราต้องรับประทานข้าวปลาอาหารเพราะอาหารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับ ชีวิตฉันใดก็ฉันนั้น สมาธิก็จะเป็นอาหารที่สำคัญของจิต เช่นกัน

3. ได้อานิสงส์จากการได้โปรดดวงจิตวิญญาณ

ผู้ที่สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิถึงขั้นเป็นผู้มีจิตใสสว่างนั้นเป็นที่โปรด ปรานของพวกวิญญาณเร่ร่อนยิ่งนัก เพื่อปรารถนาจะขอส่วนบุญส่วนกุศลให้ตนได้ร่มเย็น หรือพ้นทุกข์ หรือแม้กระทั่งหลุดพ้นจากการถูกจองจำโดยปกติบทสวดมนต์จะมีความขลังอยู่ในตัว เพราะ เป็นอักขระภาษาที่มีมนต์ขลังบางบทเป็นพระคาถาที่มีอานุภาพสูง โดยเฉพาะบทพุทธบารมี บทพระคาถาชินบัญชรมีอานุภาพสูง ยิ่งผู้สวดมีสมาธิจิตที่ดีแล้ว พลังแห่งเมตตาพลังแห่งอานุภาพจะแผ่กระจายปกคลุมไปไกล ด้วยอานุภาพของพลังจิตผู้สวดเองเมื่อเสียงสวดและอักขระไปกระทบ หรือสัมผัสกับดวงจิตวิญญาณใดพลังเมตตาและพลานุภาพแห่งมนตรานี้จะกระตุ้นให้ ดวงจิตวิญญาณเกิดความระลึกได้เมื่อระลึกได้ก็จะสามารถดูดซับพลังบารมีทั้ง ปวงจากบทสวดอย่างเต็มที่ดวงจิตที่มืดบอดก็จะสว่างผ่องใสขึ้นและหลุดพ้นจาก บ่วงพันธนาการในที่สุดสภาพโดยธรรมชาติของวิญญาณทั้งหลายนั้น พวกเขาจะถูกจำกัดหรือถูกควบคุมพื้นที่เสมือนถูกจองจำ ตีตรวน เหมือนนักโทษที่ติดอยู่ในคุกบางคนก็สำนึกได้เอง บางคนต้องได้รับการอบรมสั่งสอนก่อนจึงจะเกิดสำนึกเช่นกันดวงวิญญาณหลายดวง เกิดสำนึกในความดี ความชั่วที่ตนได้กระทำได้เองเมื่อสำนึกได้ก็จะสามารถเปิดรับธรรมะได้เลย ทันที การสำนึกได้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งดังที่คนโบราณได้สั่งสอนบอกต่อกันมาว่า ก่อนตายให้นึกถึงพระ ความหมายนี้ก็คือให้เกิดรู้สำนึกนั่นเอง แม้ถ้าคนเราสำนึกได้ในวินาทีสุดท้ายขณะใกล้จะตายก็ถือว่ามีโอกาสที่จะรับรู้ สัมผัสธรรมได้ ( จิตเปิด) มีโอกาสหลุดพ้น(จากการจำกัดบริเวณ )ได้และภาษาอักขระในบทสวดดวงจิตวิญญาณสามารถก็สามารถเข้าถึงได้ให้ดวงจิต วิญญาณเข้าใจได้ ก่อให้เกิดความกระจ่างได้และยิ่งเมื่อเราแผ่เมตตาตามอีกเขาก็จะได้อานิสงส์ มากยิ่งขึ้นดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นชุ่มเย็นเป็นสุขเสมือนเรานำน้ำที่เย็นชโลม รดให้กับผู้ที่หิวกระหายลุ่มร้อนมานานปี จนสุดท้ายก็จะสามารถหลุดพ้นไปได้การที่เราทำให้วิญญาณตกทุกข์ได้ยาก
ทุกข์ทรมาน ได้รับความสุข สว่างสดใส หรือกระทั่งหลุดพ้นไปได้ นับว่าได้อานิสงส์มหาศาลทีเดียวสภาพความจริงในภพแห่งวิญญาณนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นก็จะพบว่ามีวิญญาณเร่ร่อน (สัมภเวสี )จำนวนมากมายทีเดียวมีทุกหนทุกแห่ง เช่นคนมีจิตสว่างางคนไปนอนที่ไหนก็จะมีวิญญาณมาดึง มาปลุก มาทำให้ไม่สามารถนอนได้ปรากฏการณ์เช่นนี้ให้ท่านเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า เขามาขอส่วนบุญเขาเห็นจิตของท่านที่สว่าง แสดงว่าท่านเป็นมีบุญที่สามารถแผ่ให้กับเขาได้ อย่าตกใจอย่ากลัวให้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี วิธีปฏิบัติก็คือ สวดมนต์ แผ่เมตตาให้เขาเสียแล้วท่านจะนอนหลับฝันดี เขาจะเฝ้าดูแลท่านตลอดทั้งคืนบางที่อาจให้โชคลาภกับท่านเสียอีก สถานที่บางแห่งวิญญาณอยู่กันเหมือนตัวหนอนเหมือนฝูงแมลงวัน ยิ่งดวงวิญญาณอยู่กันมากมายเช่นนี้ผู้สวดมนต์ แผ่เมตตาภาวนาสมาธิให้ ก็จะได้อานิสงส์มากเท่าทวีคูณ การสวดมนต์ที่แท้ก็คือการแผ่เมตตานั่นเอง

การทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิบ่อยๆเสมือนเราอยู่ในที่สูง อานิสงส์ที่เราสร้างบุญกุศลที่เราทำจะเปรียบเสมือนเราเทน้ำให้ไหลลงสู่ เบื้องล่างผู้อยู่เบื้องล่างที่หิว กระหายก็จะรอรับอย่างชุ่มเย็น มีความปีติยินดี


4. ได้อานิสงส์จากโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย

นอกจากดวงจิตวิญญาณแล้วยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะได้รับพลังเมตตาบารมี จากการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิเช่นกัน ซึ่งก็คือพวกสัตว์เล็ก สัตว์น้อยสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นแหละ พลังแห่งการแผ่เมตตาบารมีนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่เป็นพลังแห่งพุทธานุภาพ เป็นพลังฝ่ายบุญกุศล การสวดมนต์ ไหว้พระนั่งสมาธิและแผ่เมตตาบ่อยๆ จะทำให้จิตมีความแข็งแกร่งพลังแห่งการแผ่เมตตาก็จะมีอานุภาพที่แรงครอบคลุม พื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นนั่นย่อมหมายถึงไปสู่สรรพสัตว์มากจำนวนยิ่งขึ้น ตามเบื้องต้นสามารถพิสูจน์ได้จริงไม่ว่ามด ยุง แมลง ฯลฯ ล้วนต้องการ และแสวงหาพลานุภาพแห่งเมตตาอย่างหิวโหยจริงเช่นผู้ปฏิบัติธรรมบางคนพบว่ามี มดขึ้นมาเกาะบนกลดขณะที่ท่านกำลังที่ภาวนาอยู่จำนวนมากหรือมียุงมากัดจำนวน มากขณะนั่งสมาธิ แต่เมื่อท่านกล่าวแผ่เมตตาให้แล้วพวกเขาเหล่านั้นก็จะจากไปของเขาเอง ไม่ทำร้ายไม่รบกวนเราอีกเหตุเพราะพวกเขาได้รับแล้วนั่นเองลักษณะเช่นนี้จะ เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ครูบาอาจารย์ที่กล่าวไว้ว่า พวกมด ยุง แมลงนั้นพวกเราสามารถพูดกับเขาได้นั่นเองเมื่อเราทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ ได้ทุกข์หลุดพ้นจากทุกข์ช่วยให้สรรพสัตว์ที่ได้สุข ให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไป เราก็ได้อานิสงส์แห่งการนี้ตอบคืนอานิสงส์เช่นนี้ เป็นอานิสงส์ที่ก่อให้เกิดบารมีที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เราเรียกว่า“ อานิสงส์ทางทิพย์”


5. ได้อานิสงส์จากพรเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ หลังจากสวดบทบูชาพระรัตนตรัยแล้วเราก็มักจะสวดบทชุมนุมอัญเชิญเทวดาเสมอ (สักเคฯ)เป็นการบอกกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมพิธีการสวดมนต์ เทวดาเทพเทพารักษ์ทั้งหลายโปรดการฟังสวดมนต์มากเพราะถือเป็นพิธีกรรมแห่ง พุทธที่มีมนต์ขลังมีความศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ได้เรียนไปแล้วบทสวดทุกบทเป็นอักขระ มีพลังพุทธานุภาพสูงใครได้ยินได้ฟังได้ซึมซับก็จะเกิดความสว่างไสว เกิดพลังบารมีมนุษย์ที่สวดมนต์ไหว้พระประจำเทวดา จึงเป็นที่โปรดปรานของเทวดาไปที่ไหนมีเทวดาปกป้องคุ้มครองให้โชคให้ลาภให้ ความมั่งมีสีสุขคนโบราณจึงย้ำหนักหนาให้ลูกหลานสวดมนต์ก่อนนอนนี่คือความ หมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ก่อนนอนเทวดาก็ต้องการสร้างบารมีของตนให้สูง ยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน เมื่อเราสวดมนต์ ไหว้พระแผ่เมตตา ทำให้เทวดาได้บารมีเพิ่ม ได้ความสว่างเพิ่มเทวดาก็จะอำนวยอวยพรชัยมงคลให้กับเรา เป็นการตอบแทนคุณเรา หากเราสังเกตให้ดีเราจะพบว่า ทุกพิธีกรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันจะต้องเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเทวดาเสมอ ก่อนเริ่มพิธีกรรมจึงต้องมีการสวดบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพเทวดาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์มาร่วมพิธีก่อนเสมอ พุทธองค์ทรงสำเร็จมรรคผลด้วยทวยเทพเทวดาช่วยเหลือ ชี้แนะ ในทางกลับกันเทวดาก็พึ่งพาธรรมจากพุทธองค์ หรือพุทธสาวกเพื่อสร้างบารมี ชี้ทางสว่างเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าองค์ทวยเทพเทวากับพุทธศาสนาจึงแยก กันไม่ออก เป็นของคู่กัน


6. สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้

อานิสงส์การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้วมนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ ทรมานก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้โดยให้เรากล่าวว่า ดังนี้“ อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระนั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)”เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาลโดยเฉพาะผู้แผ่ เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้นโดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผล สมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน 33 วันสภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจนแม้บางรายสังขาร จะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดีคนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข อย่างไรก็ดีต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชด ใช้กรรมของเขาเองและอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้อง เปิดด้วยถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่ง เกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเองอย่างไรก็ตาม ความเป็นสายเลือดสายโลหิตระหว่างผู้แผ่อานิสงส์และผู้ป่วยก็เป็นข้อยกเว้น พิเศษอีกเช่นกันเพราะความเป็นสายเลือดการส่งอานิสงส์บุญกุศลจะยิ่งรวดเร็ว ที่สุดเกิดอานุภาพแรงที่สุดเช่นกัน

ดังกล่าวมาข้างต้นคงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้น เท่านั้น

ความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อมทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น“ ปัจจัตตัง”ของแต่ละคนไป

การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัด ประสิทธิภาพวัดความจริงได้เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


www.huaybondin.net

__________________



หลวงปู่กาหลง ละสังขารแล้ว


ขอ แจ้งให้ศิษยานุศิษย์ทุกท่านทราบ ขณะนี้ พระเถราจารย์ หลวงปู่กาหลง เตชวัณโณ พระผู้มีเขี้ยวแก้วเป็นของศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ได้ละสังขารอย่างสงบแล้ว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2552 เวลา 1.09 น. ณ โรงพยาบาลเปาโล โดยได้เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอด และล่าสุดได้เข้ารับการรักษา เมื่อ 25 พค.52 ซึ่งรวมเวลาได้ 3 เดือน 18 วัน

หลวงปู่กาหลง เกิดเมื่อวันที่ 10 มค. 2461 วันเสาร์ ปีมะแม สิริอายุได้ 91 ปี



กำหนดการ ณ วัดเขาแหลม จ.สระแก้ว


1.วัน ที่ 13 กย. จะนิมนต์หลวงปู่กลับวัดเขาแหลม โดยจะบรรจุไว้ในโลงแก้ว (ขอเลื่อนการเคลื่อนสรีระสังขารหลวงปู่มายังวัดเขาแหลมเป็นวันจันทร์ที่ ๑๔ ก.ย. เนื่องจากวันนี้ ๑๓ ก.ย. ทางโรงพยาบาลหยุดราชการ)
2.แสดงความอาลัยและร่วมรดน้ำเวลา 17.30 น.
3.พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม เวลา 19.30 น.

และหากลูกศิษย์ท่านใดจะเป็นเจ้าภาพ ให้แจ้งความประสงค์ ติดต่อได้ที่วัดเขาแหลม(087-0055431 พระอาจารย์สุบิน เจ้าอาวาสวัดเขาแหลม)





กราบนมัสการลา หลวงปู่กาหลงที่ลูกศิษย์คนนี้รักและนับถือมากที่สุด
ถึงหลวงปู่จะได้จากลูกศิษย์ไปสู่ทิพยวิมาน แต่หลวงปู่จะเป็นครูบาอาจารย์ที่อยู่ในใจลูกศิษย์คนนี้เสมอไป

เคารพรักหลวงปู่ตลอดไป

“วัดพะโคะ”วัดจำพรรษาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเจจืด

รูปปั้นหลวงปู่ทวดภายในวัดพะโคะ
"สมเด็จเจ้าพะโคะ" หรือ "หลวงปู่ทวด" เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิ ปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้รับสมญานามว่า "หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" เป็นพระที่คนไทยชาวพุทธทุกคน ให้ความเคารพ เลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

หากว่าใครที่ศรัธาในองค์หลวงปู่ทวดก็มักที่จะพากันไปกราบไหว้ท่านตามวัด ต่างๆ ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับท่าน อย่างที่ทางภาคใต้ จังหวัดสงขลา ก็มีอีกหนึ่งวัดที่มีความสำคัญกับหลวงปู่ทวด ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านเคยมาจำพรรษาอยู่ สถานที่แห่งนั้นคือ "วัดพะโคะ"หรือ "วัดพระราชประดิษฐาน" ตั้งอยู่บนเขาพะโคะ หรือเขาสิงห์ หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

ความเป็นมาของวัดพะโคนี้มีความน่าสนใจ กล่าวตามพงศาวดารเมืองพัทลุงเรียกว่า "วัดหลวง" สร้างในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้พระราชทานที่กัลปนา (ยกให้) ครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2057 ต่อมาสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091 - 2111) ได้รับพระราชทานที่กัลปนาวัดนี้ เรียกว่าวัดราชประดิษฐาน และได้สร้างพระโคตมะ หรือพระพุทธรูปไสยาสน์ ที่ประดิษฐานอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ คำว่า "พะโคะ" น่าจะมาจากคำว่า "พระโคตมะ"

วัดพะโคะแห่งนี้ เคยถูกโจรสลัดมลายูยกทัพเรือมาปล้น 2 ครั้ง เผาผลาญทำลายพระมาลิกเจดีย์ วิหารพระพุทธบาท และศาสนสถานอื่นๆ อีกจำนวนมาก จึงทำให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะครั้งสำคัญขึ้น ในครั้งที่สมเด็จพระราชมุนีสามิราม (สมเด็จพระโคะหรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) ขอพระราชทานที่กัลปนาใหม่ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (ระหว่าง พ.ศ. 2148- 2158) ได้บูรณะ พระมาลิกเจดีย์สูง 1 เส้น 5 วา (สูงกว่าเดิม 5 วา) โดยได้รับพระราชทานยอดพระเจดีย์เนื้อเบญจโลหะ ยาว 3 วา 3 คืบ มาจากกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระราชมุนีมีความสำคัญต่อวัดนี้มากจนได้มี อนุสาวรีย์ปางธุดงค์จาริกของท่านไว้ให้ได้เคารพสักการะ

พระพุทธไสยาสน์
วัดพะโคะ เป็นวัดที่มีความสำคัญต่อชุมชนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใช้เป็นสถานที่กระทำพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของเมืองพัทลุง เป็นวัดที่ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์พระพุทธไสยาสน์หรือพระโคตมะ และอนุสาวรีย์หลวงพ่อทวด (สมเด็จพระราชมุนีสามิราม) ในลักษณะจาริกธุดงค์ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาและเคารพบูชาของชาวไทยและชาวต่างประเทศใกล้เคียง มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ภายในวัดคะโพมีโบราณสถานที่น่าชมมากมาย อาทิ พระมาลิกเจดีย์ เป็นสถาปัตยกรรมภาคใต้แบบลังกาสมัยอยุธยา นอกจากเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุแล้ว ยังมีพระพุทธไสยาสน์ยาว 18 เมตร สูง 25 เมตร ฝีมือช่างท้องถิ่น เรียกว่า พระโคตมะ (พะโคะ) ประดิษฐานในพระวิหาร ด้านทิศเหนือของเจดีย์ มีโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ำค่าอีกมากมาย และมีวิหารพระพุทธไสยาสน์ รอยพระพุทธบาท ศาลาตัดสินความ พระพุทธรูปทรงเครื่อง หลักล่ามช้าง ศิวลึงค์ และมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดให้ได้เคารพสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ ชีวิตด้วย

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

การเดินทางสู่วัดพะโคะจากตัวจังหวัดสงขลา เดินทางโดยทางรถยนต์บนทางหลวงหมายเลข 408 เดินทางโดยรถประจำทางสายสงขลา-ระโนด ประมาณ 40 กม.

---------
Travel - Manager Online