9/12/2009

เปิดสูตรลงทุน..พระพุทธเจ้า'นัยอันลึกล้ำ'กับท่านว.วชิรเมธี

เปิดสูตรลงทุน..พระพุทธเจ้า นัยอันลึกล้ำกับ ท่านว.วชิรเมธี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)

ขอบคุณความ 'ผิดพลาด' ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความ 'ไม่รู้' ทำให้รู้จักครูชื่อประสบการณ์ การลงทุนทางโลก-ทางพุทธ

หน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาดำเนินไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตตยาลัย มีนัดหมายกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek แม้การลงทุนตามแนวทางของพระพุทธเจ้าจะไม่ใช่หัวข้อหลักแห่งเจตนาที่เรา มากราบขอความกระจ่าง แต่พระอาจารย์ก็ให้ความสว่างตอบได้ฉะฉานโดยประยุกต์พระคัมภีร์เข้ากับภูมิ รู้ร่วมสมัย อีกทั้งใช้ภาษาที่แม้แต่คนที่รู้เรื่องพระพุทธศาสนาเพียงผิวเผินก็ตื่นรู้ ได้

"พระยุคใหม่ต้องปรับพระพุทธศาสนา ให้ร่วมสมัยถึงจะอยู่ร่วมกับสังคมไทยต่อไปได้ อาตมาเรียกว่าจุดยืนเดิมแต่บนบริบทใหม่ มิเช่นนั้นพระจะอยู่อย่างมีตัวตนแต่ไม่มีความหมาย" ท่านว่า

ทุกๆ วันท่าน ว.วชิรเมธี จะอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 6-7 ฉบับ ท่านบอกว่าวิถีชีวิตประจำวันเราต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไม่ศึกษาหาความรู้เราก็ไม่มีเครื่องมือมาอธิบายชีวิต ชีวิตคนเราอย่ามีแต่ความรู้ ต้องมีความลึก สิ่งที่อาตมาทำเรียกว่าการเผยแผ่ศาสนา "เชิงรุก" ให้ทั้งความรู้และความลึก
ในทางพุทธศาสนามีคำว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หรือ ธัมมิกเศรษฐศาสตร์ หรือ Buddhist Economics มีมั้ย! คำว่า Buddhist Investment...?? เราถามท่าน
"มี" ท่านว่า ค้นดูก็พบว่ามีการปรับใช้ หลักโภควิภาค 4 ในทางพระพุทธศาสนาคือการใช้จ่ายทรัพย์โดยจัดสรรเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1 ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตัวเองและทำประโยชน์ 2 ส่วน ใช้ลงทุนประกอบการงาน อีก 1 ส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
ท่าน ว.วชิรเมธี ไม่ได้พูดถึงหลักโภควิภาค 4 ตรงๆ แต่ได้เกริ่นนำด้วยคุณสมบัติของนักลงทุนที่ดี 3 ประการ ท่านว่าต้องมี
1. จักขุมา คือ วิสัยทัศน์ ต้องมีสายตาที่ยาวไกลเป็นคนมองการณ์ไกล
2. วิธุโร เป็นนักบริหารจัดการที่ดีและมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ ซึ่งรวมความถึงต้องมีธรรมาภิบาลด้วย
3. นิสสยสัมปันโน ต้องมีกัลยาณมิตรเกื้อกูลอุปถัมภ์ ภาษาสมัยใหม่เรียกว่าต้องมี กู้ดคอนเนคชั่น ถ้าไม่มีคอนเนคชั่นจะทำมาค้าขายกับใครได้ล่ะ..ใช่มั้ย!

พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ถึงจะเป็นนักลงทุนที่ดีได้
ทีนี้มาพูดถึงการบริหารจัดการเรื่องการเงินบ้าง นี่มาถึงหลักพุทธเศรษฐศาสตร์แล้วนะ ถ้าเราได้เงินมาแล้วจะบริหารจัดการยังไง! ในทางพระพุทธศาสนาแนะนำว่า...
1. เก็บเป็นเงิน สำรองคงคลัง สำหรับความมั่นคงให้ชีวิตยามเจ็บป่วย ยามฉุกเฉิน
2. ใช้เงินนั้นมาซื้ออาหารการกินเครื่องอุปโภคบริโภคจับจ่ายใช้สอยเพื่อดูแลตัวเอง และบุคคลอันเป็นที่รักให้ กินอิ่มนอนอุ่น
3. นำเงินนั้นไปลงทุนในลักษณะ เงินต่อเงิน
4. เสียภาษีท่านใช้คำว่า "ราชพลี" (ทำเพื่อสังคม) เมื่อเราได้ผลประโยชน์จากผืนแผ่นดินนี้ก็ต้องแบ่งปันให้กับแผ่นดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้มาคุณเป็นหนี้บุญคุณประเทศนี้ทั้งนั้น
5. บำรุงสมณะชีพราหมณ์นักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ที่เป็น เสาหลักในทางธรรม ในทางสติปัญญาให้กับคนในสังคม

"นี่คือหลักการใช้เงินของพระพุทธเจ้า ห้าข้อนี้ไม่มีทางล้าสมัย ถ้าทำได้ชีวิตจะมีแต่เป็นสุข"

พระอาจารย์ไขปริศนาธรรมเรื่องการลงทุนต่อไปว่า ในโลกความเป็นจริงถ้าเรามีเงินก้อนหนึ่งเราก็ต้องฝากแบงก์ พระพุทธเจ้าแนะนำว่าต้องเอาเงินมาสร้างความมั่นคงก่อน และแบ่งส่วนหนึ่งมากินมาใช้ครอบครัวต้องกินอิ่มนอนอุ่นตรงนี้สำคัญ ท่านบอกว่ามีเงินให้เอามาใช้เพราะเงินเป็น "ปัจจัย" ไม่ใช่ "เป้าหมาย" เพราะฉะนั้นมีเงินต้องใช้เงิน เงินอีกส่วนหนึ่งให้เอาไปทำธุรกิจหรือลงทุนทำให้มัน "งอกเงย"
วัฏจักรของการลงทุนก็คือวัฏจักรของการเวียนว่ายแห่งชีวิต พระอาจารย์ อธิบายเรื่องการหากำไรในทางพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องผิดขออย่างเดียวให้มันเป็น สัมมาอาชีพ ไม่ทำให้ผู้อื่นมีความทุกข์ หรือทำกำไรบนความเดือดร้อนของผู้อื่นอันนี้รับไม่ได้ หลักในการทำธุรกิจในทางพระพุทธศาสนาได้ให้ไว้สั้นๆ คือ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ถ้าหากินโดยสุจริตก็ขึ้นชื่อว่าเป็นนักธุรกิจที่ดีได้
คำว่า ไม่เบียดเบียนตน หมายความว่า คุณต้องเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ดีและเป็นมนุษย์ที่ดี คุณทำมาหากินไป สุขภาพคุณต้องดี ถ้าคุณประสบความสำเร็จแต่ชีวิตเครียดจัด คนในครอบครัวไม่พูดหากัน ต้องกินยานอนหลับทุกคืน อันนี้เรียกว่าเบียดเบียนตัวเอง
คำว่า เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนสังคม อาชีพของคุณต้องไม่ทำให้สังคมเสียหาย เอาเปรียบคนอื่น มัวเมาสังคม ทำให้คนเป็นทาสสุรายาเสพติด ทำให้คนในสังคมมีค่านิยมที่ผิดๆ แล้วถ้าคุณได้เงินมาจากการคอร์รัปชัน เหล่านี้คือการเบียดเบียนสังคม ถ้าคุณไม่เบียดเบียนตน และไม่เบียดเบียนสังคมคุณจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

"นักลงทุนหรือนักธุรกิจที่ดีจะต้อง "เจริญสติ" (ระลึกรู้ในสิ่งที่ทำ) อยู่เสมอ ถ้าคุณไม่เจริญสติอยู่เสมอคุณอาจจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแต่คุณจะ เป็นมนุษย์ที่ล้มเหลว"

พระพุทธศาสนาบอกว่า "การลงทุนมนุษย์" เป็นการลงทุน สูงที่สุด และสำคัญที่สุด ยกตัวอย่าง ถ้าคุณมีลูก
1. ต้องห้ามปรามจากความชั่ว
2. สั่งสอนให้เขาเป็นคนดี
3. ให้ศึกษาหาความรู้
4. ดูแลให้เขาเลือกคู่ครองที่ดี
5. เมื่อถึงเวลาให้เขียนพินัยกรรมมอบมรดกให้ถูกต้อง นี่คือการลงทุนมนุษย์

"ใน ทางพุทธศาสนาเน้นมากว่า ก่อนที่จะลงทุนทำธุรกิจใดๆ ให้ลงทุนในตัวมนุษย์ให้ได้เสียก่อน ถ้ามีคนคุณภาพก็จะมีธุรกิจที่มีคุณภาพ แต่ถ้าคุณไม่มีคนที่มีคุณภาพก็จะไม่สามารถสร้างธุรกิจที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ฉะนั้นการลงทุนในทางพุทธศาสนาจึงเริ่มต้นที่การลงทุนในตัวมนุษย์ก่อน ถามว่ามนุษย์คนไหนล่ะ! มนุษย์คนแรกที่จะต้องถูกลงทุนก่อนคือ..ตัวเราเอง"

ท่าน ว.วชิรเมธี ยกคำให้ฟังว่า ถ้าเราสร้างตึก 10 ชั้น ผ่านไป 10 ปีตึกนี้ก็ยังสูง 10 ชั้นเหมือนเดิม แต่การลงทุนให้ความรู้เราส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ 10 ปี เขาอาจจะกลับมาพร้อมกับธุรกิจหมื่นล้านก็ได้ใครจะรู้ คนนั้นมีพัฒนาการแต่วัตถุนั้นอยู่แค่ไหนก็หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น การลงทุนที่ดีที่สุดก็คือ การลงทุนพัฒนา (คน) มนุษย์ ลงทุนดีก็เป็นมนุษย์ที่ดี ถ้าลงทุนไม่ดีก็เป็นมนุษย์ที่แย่ ในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญมากกับ "ทุนมนุษย์" คำว่า "ทุน" ที่จริงอย่าไปมองแค่ "เงิน" มองแค่นี้มันจะทำให้ชีวิตเรา แคบ และไม่ลึก
หลักการลงทุนสูตรพระพุทธเจ้านอกจากไม่ล้าสมัยแล้ว ยังเปิดกว้างและร่วมสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ!! เรา "ตื่นรู้" ขึ้นมาอีกนิด ขณะที่ ท่าน ว.วชิรเมธี ยังคงทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของท่านต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไม่รู้เหน็ดเหนื่อยด้วยรอยยิ้มแห่งธรรมและศรัทธาอันแรงกล้า
----------
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
http://www.bangkokbiznews.com/home/d...มธี.html

การอธิษฐานจิตขอเป็นอัครสาวก






การฆ่าตัวตาย (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

การฆ่าตัวตายทุกวันนี้ ที่มีมากกว่าปกติ

ไม่เพียงเกิดจากความทุกข์ร้อนมากมายหนักหนาที่ท่วมทับชีวิตจิตใจเท่านั้น แต่ที่จริงเกิดเพราะความไม่มีเมตตาด้วย ไม่สงสารจิตใจผู้ที่จะต้องได้รับจากการฆ่าตัวตายของเราด้วย

แม้คิดสักนิดย่อม จะเห็นความใจดำไม่มีเมตตาของบรรดาผู้ฆ่าตัวตายทั้งหลาย ไม่นึกสักนิดเลย ว่าถ้า ตนเป็นลูกเมื่อลูกต้องตายไปอย่างน่าสยดสยอง จิตใจแม่พ่อจะเป็นอย่างไร สงบเป็นสุขอยู่ที่เช่นนั้นหรือ น่าจะเคยอ่านพบข่าว หรือไม่ก็น่าจะเคยเห็นภาพในหนังสือพิมพ์ พ่อแม่ที่ฟูมฟายใจแทบขาดตามไปเมื่อเห็นศพของลูกหลาน

โดยเฉพาะที่ฆ่าตัวตาย

และก็จะอีกนานนักหนากว่าความโศกเศร้าแสนสาหัสจะจบสิ้นไปตามกาลเวลา คนฆ่า ตัวตายนั้นบาปหลายต่อทีเดียว บาปที่ทำกับตนเองก็แน่นอน ทำกับตนได้นักหนา ถึงทำลายชีวิตให้จบสิ้น อย่างเจ็บปวด จะไม่บาปได้อย่างไร เพียงเบียดเบียนทำร้าย ไม่ถึงประหัตประหารผลาญชีวิต ก็ยังต้องเป็นบาปและแม้เป็นการฆ่าคนถึงตาย ยิ่งคนนั้นเป็นตัวเองด้วย ก็พึงรู้เถิดว่ากรรมนั้นหนักนัก

จะหนีผล ของกรรมไม่พ้นแน่นอน และอย่าประมาทว่าผลของกรรมไม่น่ากลัว รับได้สบาย ก็ถ้ารับผลของกรรมไม่ดีได้สบายจริง ไฉนจึงทนรับความทุกข์ในชาตินี้ไม่ได้ ต้องพาตัวหนีไปให้พ้น ด้วยการฆ่าตัวตายเล่า ทุกข์ในชาตินี้ที่พากันได้รับ
คือผลของกรรมที่ทำไว้เองแน่นอน คิดให้ดีๆ เถิด จะได้ไม่ฆ่าตัวตาย จะได้ไม่ต้องไปรับความทุกข์แสนสาหัสอีกในภาพชาติหน้า ที่มีแน่อย่าสงสัย



การฆ่าตัวตายเป็นการแสดงความมีใจไร้เมตตาอย่างยิ่ง

ไม่สงสารตัวเองก็แย่อยู่แล้ว แต่ยังดี ยังไม่เป็นไร เพราะคิดเสียว่าไม่อยากให้ตัวเองรับความทุกข์แสนสาหัสในชีวิต่อไป ลองหนีไปชีวิตอื่น อาจจะสบายกว่า คิดเช่นนี้ ก็พอเข้าใจว่า เพราะเมตตาตัวเองผิดคือคิดว่าเมตตา คิดว่าจะช่วยให้พ้นทุกข์ แต่ที่แท้กำลังพาไปสู่ความทุกข์ที่มากมาย และยาวนานกว่า เป็นหลายภพหลายชาติแน่นอน

หนักหนาแน่นอนเป็นการทำบาปหลายต่อ ทำตัวเองให้จบสิ้นชีวิตอย่างผิดธรรมดา อย่างโหดร้ายทารุณ และทำผู้อยู่หลังให้ทุกข์โศก มากน้อย หนักเบา ตามใจที่ผูกพันของผู้นั้นที่มีต่อเรา ถ้าเป็นมารดาบิดา การตายจากของลูกหลานคือความทุกข์แสนสาหัส เช่นนี้ก็เท่ากับการฆ่าตัวตายของผู้เป็นลูกหลานเป็นการทำบาปหนักต่อผู้มีพระ คุณที่รักใคร มีใจผูกพันต่อเรา เป็นการก่อทุกข์ให้จิตใจท่านเหล่านั้น นั่นคือบาปแน่นอน เป็นบาปที่เกิดพร้อมกับบาปที่ทำร้ายตนเอง ที่ประหัตถ์ประหารผลาญชีวิตตนเอง เป็นบาปหนักแน่

ทุกวันนี้มีการฆ่าตัวตายกันมาก

ฆ่ากันด้วยวิธีต่าง ๆ ล้วนน่าประหวั่นพรั่นพรึง ล้วนไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าทำกันได้กับชีวิตตน เหมือนผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่าเป็นคนละคนกัน เป็นศัตรูที่ร้ายแรงของกันและกัน ความจริงมีอยู่ อย่าลืมเสีย จำไว้ให้มั่น อาจจะช่วยให้ไม่เป็นผู้ร้ายใจอำมหิตโหดเหี้ยมถึงขนาดฆ่าชีวิตหนึ่งได้และ ชีวิตนั้นคือชีวิตของตนเอง

ถ้าเรารู้ว่าใครคนหนึ่งเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย และใครคนนั้นเข้ามาใกล้กับเรา เราจะรังเกียจหวาดกลัวใครคนนั้นสักเพียงไหน เมื่อใดจิตเศร้าหมองทุกข์ร้อนแสนสาหัส หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ขอให้คิดถึงความจริง ผู้ที่ฆ่าคนได้เป็นผู้ที่น่าเกียจน่าเกลียดกลัวที่สุดของคนทั้งหลาย ไม่ยกเว้นแม้แต่ตัวเราเอง

แล้วควรหรือที่เราจะมาเป็นคนผู้นั้นเสียเอง

แก้ไขด้วยวิธีอื่นเถิด มีมากมายหลายวิธีนัก แก้แล้วให้เกิดความสุขให้จริง ไม่ใช่แก้แล้วกลับต้องพบทุกข์ที่หนักยิ่งไปกว่าทุกข์ที่ตั้งใจหนี เพื่อหนีให้ได้ถึงกับยอมเป็นผู้ร้ายใจอำมหิตประหัตประหารผลาญชีวิตอันเป็น ที่รักที่สุด คือชีวิตตนเอง วิธีรุนแรงร้ายกาจขนาดยอมเป็นฆาตกรร้ายนอกจากไม่อาจช่วยให้พ้นทุกข์ดังมุ่ง มั่น ยังจะพาไปพบทุกข์ที่หนักหนายิ่งกว่าหลายเท่าพันทวี

ท่าน แสดงไว้ว่า ผู้ที่ฆ่าตัวตายจะต้องฆ่าตัวตายไปอีก ๕๐๐ ชาติ นั่นก็คือจะต้องพบความทุกข์แสนสาหัสจนทนไม่ได้ ถึงต้องฆ่าตัวตายเช่นในชาติที่ทำแล้วนี้อีก ๕๐๐ ชาติ เป็นอย่างน้อยกระมัง ไม่ควรจะไม่เชื่อไม่ควรจะไม่กลัว เพราะแม้ต้องพบเข้าจริง ความทุกข์จะใหญ่ยิ่งจนทนไม่ได้
แน่นอน

จะต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจในการที่จะต้องหยิบอาวุธร้ายขึ้นเชือดเฉือนทำลาย ชีวิตตนเอง น่ากลัวนัก น่าตกใจนัก และเชื่อว่าทุกคนที่ฆ่าตัวตายมาแล้ว ก่อนจะทำกรรมอำมหิตโหดเหี้ยมนั้นจะกลัวแสนกลัว
จิตใจจะทรมานเกินกว่าจะพรรณนาได้แน่นอน แล้วจะยอมให้พบชีวิตเช่นนั้นอีกถึง ๕๐๐ ครั้ง
ทีเดียวหรือ

ข้อสำคัญพอชีวิตหลุดจากร่างก็มิใช่ว่าจะสิ้นทุกข์ที่คิดหนี ไม่ใช่แน่นอน ทันทีที่ชีวิตหลุดออกจากร่างด้วยการกระทำจากจิตใจที่โหดเหี้ยมและเศร้าหมอง แสนสาหัส จะต้องไปมีชีวิตใหม่ที่แสนทุกข์ อาจจะยิ่งไปกว่าที่หนีในชาตินี้ด้วยวิธีฆ่าตัวตาย

ขอขอบคุณเนื้อหาดีดี โดย:
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
(ลานธรรมจักร)

10อันตรายทลายโลก จากเทคโนโลยี

เทคโนโลยี มีคุณประโยชน์ก็ต้องมีอันตรายอยู่ด้วยอย่างแน่นอน แต่ผมไม่คิดว่าจะมีใครนั่งใคร่ครวญถึงอันตรายของเทคโนโลยีได้ถี่ถ้วน และเป็นลบได้มากเท่ากับกระทาชายนายริชาร์ด ฮอร์น มาก่อน ริชาร์ด ฮอร์น เป็นนักเขียนชาวอังกฤษครับ หนังสือเล่มล่าสุดของแกชื่อ "เอ อิส ฟอร์ อาร์มาเกดดอน" ที่รวบรวมเอาเรื่องอันตรายๆ ที่ "อาจ" บังเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีไว้มากมาย ผมเลือกเอามาเล่าสู่กันฟังแค่ 10 อย่าง

เอาแบบที่เป็นอันตรายชนิดสามารถทำร้ายหรือทำลายโลกได้ทั้งโลกได้นั่นแหละ

1.แฮกเกอร์ อย่างที่เรารู้กัน แฮกเกอร์มีทั้งดีทั้งร้าย ทั้งพวก "ไวท์ แฮท" แล้วก็พวก "แบล๊ค แฮท" เจ้าพวกกลุ่มหลังนี่แหละครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า อันตรายสุดสุด เคยอวดฝีมือในการเจาะระบบคอมพ์ของ หน่วยงานอย่างเพนตากอน, ระบบเตือนภัยด้านกลาโหมแห่งชาติ, นาซา, แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป, ฐานทัพอากาศกริฟฟิธ, สถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งชาติเกาหลี มาแล้ว และอาจจะทำได้อีกในอนาคต น่าสนใจนะครับ ที่บริษัทที่โดนเจาะระบบบ่อยที่สุดก็คือ ไมโครซอฟท์ นั่นเอง

หายนะระดับทลายโลกอาจมาเยือนได้ถ้าพวกนี้เจาะเข้าไปในระบบกลาโหมของประเทศ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ขึ้น หลังจากนั้น ทั้งโลกก็อาจตกอยู่ในสงครามเทอร์โมนิวเคลียร์ได้ง่ายๆ

2.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) นักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้าวิจัยของหลายประเทศพยายามอย่างมากที่จะพัฒนา คอมพิวเตอร์ให้ "คิด" เองได้ ริชาร์ด ฮอร์น แสดงความกังขาเอาไว้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามัน "คิด" และ "ตระหนักรู้ในการมีอยู่" ของตัวมัน และระบบของมันที่ถักทอเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก ความกระหายใคร่รู้ไม่รู้จักจบสิ้นของมันอาจทำให้ทั้งประวัติศาสตร์และอนาคต ของทั้งคนและเครื่องจักรตกอยู่ในกำมือของคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากมันรับรู้ว่ามนุษย์เราคิดต่อมันอย่างไรและเป็นปฏิปักษ์กับพวกมันแค่ ไหน (เป็นนิยายไปหน่อยไหมเนี่ย?)

3.ไวรัสจากห้องทดลอง อันนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยเลยทีเดียว ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า ต้องมีสักวันที่นักวิจัยในห้องทดลองเพื่อหาหนทางต่อต้านหรือฆ่าไวรัส ทำอะไรสักอย่างผิดพลาดโดยอุบัติเหตุ ส่งผลให้ไวรัสในห้องทดลองออกมาอาละวาดในสิ่งแวดล้อมทั่วไป

ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้นักวิจัยกำลังทดลองพัฒนาไวรัสขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อให้ทำหน้าที่ "รักษา" (ด้วยการ "ทำลาย") เซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ คำถามที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือว่า เมื่อมันทำหน้าที่ของมัน (กินเซลล์มะเร็ง) เสร็จแล้ว ทำอย่างไรถึงจะ "หยุด" มันได้?

4.สเต็ม เซลล์ หรือที่เราเรียกกันว่า เซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป้าหมายใน "อุดมคติ" ก็คือว่า คนเราสามารถบังคับเซลล์ต้นกำเนิดให้พัฒนาไปเป็นอวัยวะอะไรก็ได้ เพื่อนำมาใช้ "ทดแทน" ของเดิมที่พิกลพิการเสียหาย ข้อกังขาของ ริชาร์ด ฮอร์น ก็คือ ถ้าเกิดเราไม่คิด "ทดแทน" แต่อยาก "เพิ่ม" ล่ะ? เป็นไปได้หรือไม่ที่ว่า มนุษย์ในยุคนี้จะสูญสิ้นไปกลายเป็น มนุษย์ 10 หน้า 20 แขนในยุคหน้า?

5.หุ่นยนต์ ลองนึกถึงหุ่นยนต์กบฏในหนัง "ไอ-โรบ็อท" แล้วกันครับ ริชาร์ด ฮอร์น คิดคล้ายๆ อย่างนั้น แต่เขาบอกด้วยว่า คงอีกนานที่หุ่นจะ "คิด" เองได้ และก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องพลังงานที่ตอนนี้ยังเป็น แบตเตอรี่อยู่ได้

6.อินเตอร์เน็ต น่าคิดนะครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น เขาบอกว่า อินเตอร์เน็ตนำอันตรายหลายๆ อย่างมาให้คนเรามากกว่าที่หลายคนตระหนัก ตั้งแต่การถูกขโมยอัตลักษณ์ ไปจนถึงการถูกหลอกลวงเสียทั้งเงินเสียทั้งชีวิต แต่หายนะจริงๆ ในความคิดของเขาก็คือ โลกนี้จะเป็นอย่างไรถ้าหากมี "ไอ้โรคจิต" คนไหนสักคนยึดเอาระบบอินเตอร์เน็ตทั้งระบบไว้ได้?

7.อาวุธนิวเคลียร์ อันนี้เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยากเพิ่มเติมว่า โลกเราเคยเฉียดๆ ใกล้สงครามนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง (หลังการระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ) ครั้งแรกเมื่อปี 1962 ที่เรียกกันว่า วิกฤตคิวบา ครั้งที่ 2 เมื่อปี 1983 ที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของสหภาพโซเวียตตรวจจับกลุ่มเมฆรูปดอกเห็ดได้แล้ว เข้าใจผิดว่าเป็นควันจากระเบิดนิวเคลียร์ หนสุดท้ายเกิดในปีเดียวกัน เมื่อโซเวียตเข้าใจผิดว่าการซ้อมรบของนาโต้คือการโจมตีจริงๆ

8.คอมพิวเตอร์ เมลท์ดาวน์ ถ้าระบบคอมพิวเตอร์ทั้งโลกหรือครึ่งโลกล่มสลายลงเอง โดยไม่ใช่ความผิดของเรา อะไรจะเกิดขึ้นตามมา? นั่นแหละคือสิ่งที่ริชาร์ดเรียกว่า "เมลท์ดาวน์" เขาบอกว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะจากสาเหตุของการเกิดไฟกระชากแรงมากๆ หรือเกิดจาก "พายุสุริยะ" ปรากฏการณ์ธรรมชาติของดวงอาทิตย์ แต่ต้องขนาดใหญ่มากกว่าที่เคยเกิดอยู่บ่อยๆ มากครับ

9.โคลนนิ่ง คงเป็นเรื่องหายนะของโลกได้อย่างแน่นอน ถ้าหากมีผู้นำเอาเทคโนโลยีโคลนนิ่งไปใช้ในทางที่ผิด หรือในทางด้านการทหาร

10.นาโนบ็อท นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ทำในสิ่งที่เหลือ เชื่อได้ในทางการแพทย์และอื่นๆ อย่างเช่นการสร้างหุ่นยนต์นาโนขึ้นมาให้สามารถ "จำลอง" ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เพื่อทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บป่วยในร่างกายที่แพทย์เข้า ไม่ถึง

ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า หายนะอาจมาเยือนโลกได้ในอนาคตหากมันไม่ยอมหยุดสร้างตัวเอง กองทัพนาโนบ็อทที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจะกลืนกินโลกทั้งโลกได้ เลย

ไม่รู้ว่าใน 10 อย่างนี้จะมีคนเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อสังเกตของ ริชาร์ด ฮอร์น บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ การใช้เทคโนโลยีนั้นจำเป็นต้องพอดีและมีสติยั้งคิด

ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการทำลายตัวเองได้ง่ายๆ ครับ



[url=http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php]˹ѧ

9/10/2009

กรรมของแม่ค้าขายปลา




บริเวณตลาดหลังห้างสรรพสินค้านิวเวิล์ด ในช่วงเช้า บรรดาร้านค้าแผงลอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าของใช้ อาหารและของสด
เช่น พวกกุ้ง หอย ปู ปลา ที่แม้ค้านำใส่กะละมังมาวางขาย ผู้คนพลุกพล่านมาจ่ายตลาด ตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า
บรรยากาศของที่นี่ไม่ผิดกับตลาดทั่วๆไปซึ่งมีคนเดินไปมาตลอดเวลา ยิ่งถ้าวันไหนฝนตกพื้นก็จะเฉอะแฉะ บ้างก็มีน้ำขัง
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับบรรดาแม่ค้าพ่อค้า ที่จำเป็นต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อหาเงินทองมาเลี้ยงปากท้อง
"น้าหวาน วันนี้ปลาช่อนตัวเล็กๆหน่อยไม่มีเหรอ"

ลูกค้าขาประจำที่รู้ว่า ถ้าจะซื้อปลาช่อนสดๆ ต้องมาที่นี่ ยืนมองดูปลาในกะละมังที่วางอยู่กับพื้นอยู่นาน คล้ายกับจะตัดสินใจไม่ได้ และเอ่ยปากถามเสียงใส
"ไม่มีจ้า วันนี้ตัวกำลังงาม ไม่โตเกินหรอก เอากี่ตัวดีล่ะ"
"อืม เอาสองตัวแล้วกัน จะไปทำต้มยำ แต่ตัวเป็นๆไม่เอานะ เดี๋ยวแวะซื้อของเสร็จแล้วกลับมาเอา"

คำว่าไม่เอาตัวเป็นๆ หมายความว่าช่วยฆ่าพร้อมกับชำแหละให้ด้วย เป็นการสั่งฆ่าที่อาจทำให้พวกเขาสบายใจขึ้นมาได้บ้าง และพูดได้สนิทปากไม่เคอะเขิน
แต่นั่นแหละการทำบาปไม่ว่าจะทางกาย วาจา และจิตใจ ขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าตั้งใจที่จะฆ่าแล้ว ไม่ว่าจะออกคำสั่งเองหรือไม่ หากสัตว์ตายเพราะเจตนานั้น
ก็ไม่พ้นจากผลบาปแน่นอน แม้เจตนานำสัตว์มาขายเพื่อเป็นอาหาร ถึงไม่ได้ฆ่าเองก็เป็นบาปเป็นเวรกรรมผูกพันกันได้เช่นกัน
มีหลายคนที่เที่ยวเดินวนไปเวียนมาแถวๆตลาดสด พอแม่ค้าถามว่า
"ต้องการอะไรจ๊ะ"
ก็ตอบว่า จะหาปลาพวกนี้ ตัวที่มันตายแล้ว จะเอาไปทำต้ม ทำแกงหน่อย พลางชี้ไปที่ถาดปลาแล้วก็เดินผ่านเลยไป พอเดินย้อนกลับมาแม่ค้าทำปลาเรียบร้อยแล้ว
อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการสั่งฆ่าเช่นกัน คนเราขึ้นชื่อว่าตั้งใจจะทำบาป จะทำในบ้านหรือนอกบ้านหรือทำที่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อทำเสร็จก็มีบาปติดตัวทั้งนั้น

น้าหวานทำอาชีพนี้มานาน วิธีขายของแกก็จะนำปลาช่อนสดๆ ตัวเป็นๆใส่อ่างหรือถาด หรือกะละมังใช้น้ำหล่อนิดหน่อย มาวางขาย เวลามีคนมาซื้อชี้เอาตัวไหน
แกก็จะนำตัวนั้นขึ้นมาแล้ว ใช้ค้อนทุบหัว ขอดเกล็ดผ่าท้องเอากระเพาะออกบ้าง หั่นเป็นชิ้นๆบ้าง ตามที่ผู้ซื้อจะสั่งเพื่อนำไปประกอบอาหารประเภทใด
แกทำอย่างชำนิชำนาญจนเกิดอาการชิน ไม่รู้สึกว่าน่าเกลียดหรือเป็นบาปเป็นกรรมไม่ดีแต่อย่างใด
บางคนหรือแม้แต่ร้านที่ตั้งขายติดกัน เมื่อพบหรือได้เห็นการกระทำของแก ก็จะรู้สึกว่าไม่น่าดู ทารุณโหดร้ายน่ากลัว แต่สำหรับแกเองแล้วรู้สึกว่า
มันคืออาชีพที่จะช่วยหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอด ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรกลับเป็นสิ่งดีต่างหาก
เพราะในความคิดของแกเองแล้ว คำว่า อาชีพสุจริต คือการไม่ไปลักขโมย ไม่ปล้นจี้ ไม่ฉกชิงวิ่งราวนำทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่นมาเป็นของตัวเอง
การเป็นแม่ค้าขายปลาสดก็ถือว่าเป็นสัมมาชีพ ไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไร
แต่ใครจะกล้ารับรองได้ว่า สิ่งที่แกทำลงไปทุกวันนั้น วันหนึ่งมันจะไม่ย้อนกลับมาให้ผลทำให้แกต้องเจ็บปวด
มีสภาพเหมือนปลาช่อนที่ถูกแกทุบหัวทุกวันไม่มีผิดและแล้ววันนั้นก็มาถึงจนได้ คือ...

เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณแปดโมงเช้าเศษๆ ในช่วงที่ตลาดกำลังจะเลิกผู้คนก็บางตา เป็นช่วงที่ฝนกำลังตกพรำๆ บรรดาแม่ค้าที่ออกมาขายของ
ตั้งแต่เช้ามืด ก็เริ่มจะเก็บของเตรียมขนสัมภาระกลับบ้าน ทันใดนั้นเอง ฝูงชนทั้งแม่ค้า และคนที่ยังคงเดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นก็ต้องหวีดร้องเอะอะโวยวายและแตกตื่น
ทำให้ผู้คนใกล้เคียงตระหนกตกใจตามๆกัน ทั้งเสียงร้อง เสียงพูดวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคนร้องไห้แทบฟังไม่ได้ศัพท์ ผลปรากฏว่า
เครื่องแอร์ขนาดใหญ่ที่ห้อยออกมานอกอาคาร อยู่ๆเกิดหล่นลงมา
แต่มันเป็นเรื่องบังเอิญที่ตกลงมาตรงร้านแผงลอยของน้าหวานแม่ค้าขายปลาช่อนพอดี
ในขณะที่แกกำลังนั่งเตรียมเก็บถาดและกะละมังปลาที่ขายหมดแล้วอย่างขมีขมัน
ด้วยความมั่นใจว่าวันนี้มีกำไรแน่ เพราะปลาที่แกรับมา
แกขายจนหมดเกลี้ยงและเครื่องแอร์ได้หล่นลงทับศีรษะของแกพอดี
"ฮื้อ ฮื้อ... สภาพของแกเหมือนปลาช่อนที่ถูกแกทุบหัวเป็นประจำทุกวัน"
"ยี้ น่าเกลียดอะไรอย่างนั้น"
"ดูสิ หัวแบน เลือดไหลนองเลย"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ อื้ออึง กว่าทุกคนจะได้สติมาช่วยกันยกเครื่องแอร์ออก
และรีบแจ้งตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ทีเกี่ยวข้องมาดู ก็ปล่อยให้ผ่านไปเกือบสิบนาที
ศีรษะของหน้าหวานแม่ค้าขายปลาช่อน เละแบนเลือดไหลโชกไม่ผิดกับปลาช่อนที่ถูกแกทุบหัวอยู่ประจำ
จากเรื่องราวประสบการณ์เรื่องจริงดังกล่าว
ทำให้เกิดมุมมองว่าคนเรามักเข้าข้างตัวเองเสมอ
จนกระทั่งเกิดความเคยชิน เช่นเข้าใจว่าพวกสัตว์ต่างๆเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของตน

การที่คนเราต้องกินกุ้ง หอย ปู ปลา เป็ด สุกร และอื่นๆ อีกมากมาย สารพัดที่จะจัดการกับชีวิตของสัตว์อื่น แต่ไม่ต้องการให้สัตว์อื่นมาทำร้ายตัวเอง
หากเป็นเช่นนั้นก็จะหาทางป้องกันตัวเองจนสุดชีวิต ถือเป็นวัฏจักรของการดำรงชีวิตเป็นธรรมชาติทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างนั้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนคิดและสมมติกันขึ้นมาเองทั้งสิ้น เพื่อให้ตัวเองซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ พ้นจากการถูกเข้าใจว่าเป็นผู้เบียดเบียน ทำให้สัตว์อื่นต้องเดือดร้อน
แต่การที่คนและสัตว์ ต้องมาเกี่ยวข้องกันต้องเข่นฆ่าเบียดเบียนทำร้ายกันและกันที่เป็นอยู่ทุก วันนี้ ก็เพราะพวกเขามีบาปกรรมเวรกรรมที่ผูกพันกันมาแต่อดีต
เคยล่วงเกินเข่นฆ่าทำร้ายเขาเอาไว้
ก็ถูกล่วงเกินเข่นฆ่าทำร้ายตอบสนองคืนข้ามภพข้ามชาติ
ไปจนกว่าจะยุติลงด้วยการอโหสิ ไม่ถือโทษต่อกันอีก
ดังนั้นผู้ต้องการหยุดการโคจรของบาปกรรม
ไม่ต้องการให้ชีวิตต้องไปเกี่ยวข้องกับบาปกรรมอย่างถาวร ต้องหยุดก่อบาปทุกอย่าง
ดังคำพระที่ว่า...." เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร... "

(จากบทความของคุณดวงตา ครองกิจการ )

แม่ขี้บ่น.....ลูกต้องไม่ขี้โกรธ : พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ให้เราพิจารณาดูว่า นิสัยขี้บ่นของแม่นั้น

เราจะช่วยทำให้ลดลงได้ไหม ปกติก็จะเปลี่ยนได้ยาก

หรือเปลี่ยนไม่ได้ เราคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น

ไม่ต้องคิดจะให้เปลี่ยน มองให้เห็นว่า อารมณ์ของแม่

เหมือนลมฟ้าอากาศ มีทั้งหนาว เย็น ร้อน ฝนตก

แห้งแล้ง มีลม ไม่มีลม ลมแรงและพายุ







อารมณ์ของแม่ที่ไม่ถูกใจเรา เปรียบเหมือนสภาวะอากาศ

ที่เราไม่ชอบ เช่น หนาวไป ร้อนไป สิ่งที่เราต้องทำก็คือ

ป้องกันรักษาตัวไม่ให้ทุกข์ จิตใจก็เหมือนกัน

เราต้องป้องกันด้วยใจดีมีเมตตา

ใช้สติปัญญารักษาใจไม่ให้ทุกข์ คือหน้าที่ของเรา


หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

มีสติมั่นคง ใจเราก็ไม่ยินดียินร้าย


ถึงอย่างไรก็สำรวมกาย วาจา การแสดงออกทางกายให้เป็นปกติ

ทางวาจาให้พูดดีๆ ไพเราะน่าฟัง ใจก็คิดดี มีเมตตา

เห็นอกเห็นใจแม่ พยายามรักษาความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ถึงแม้ว่าไม่ชอบ ก็อดทน อดกลั้นไว้

หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ


พิจารณาดูว่า อารมณ์ขี้บ่นเป็นเหมือนอาการท้องผูก

ของเสียเก็บไว้ในร่างกายนานๆ ทำให้ไม่สบาย

เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกินยาระบายเข้าไป

ระบายของเสียออกมาได้ ก็รู้สึกสบายกาย

สำหรับคนขี้บ่น อารมณ์หงุดหงิด เป็นของเสียที่สะสมไว้ในใจ

ถ้าเก็บกดไว้จะเครียด เป็นโรคประสาทได้

เมื่อได้ระบายออกมาทางวาจา เขาก็ค่อยสบายใจขึ้น







ตามรายงานของจิตแพทย์ พบว่าผู้หญิงอเมริกันวัยกลางคน

มีความรู้สึกปฏิเสธ หรือไม่พอใจ มากถึงประมาณ 30,000

ครั้งต่อวัน หรือทุก 3 วินาที ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบนี้

เกิดจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะจัดการกับความรู้สึกได้ถูกต้อง

โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง

ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฉลาด ก็จะยึดถือ นำมาคิดปรุงแต่ง

แสดงออกทางวาจา เป็นคนขี้บ่น

ประสบการณ์ภายในใจของมนุษย์เราจริงๆ แล้วมีพอๆ กัน

แต่บางคนเก็บสะสม เหมือนอาการท้องผูก


คำพูดที่ไม่พอใจคือ บ่น ไม่มีใครอยากฟัง

แต่เมื่อแม่ของเราบ่น ให้เข้าใจว่าท่านกำลังทุกข์ไม่สบายใจ

เราควรเสียสละ ใจดีพอที่จะรับเป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่

เป็นสุขภัณฑ์สะอาด ใช้ได้สะดวก มีน้ำไหลแรงๆ หน่อย

แม่บ่นเมื่อไรก็ใจดีรับฟัง แม่จะสบายใจ ไม่ต้องขัดใจ

ยิ่งของเสียออกมากยิ่งดีต่อสุขภาพ อายุยืน

แต่เราก็ต้องระวัง ถ้าคุณภาพสุขภัณฑ์ไม่ดีพอ

เราจะ...สกปรกน่าดู


เราต้องมีสติปัญญา เมตตา กรุณา ขันติ

เป็นคุณธรรมประจำใจ

เป็นโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดี

และเข้าใจธรรม ทำได้ดี ทำได้มากเท่าไร

ก็เท่ากับเราก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

แล้วในที่สุดจะรู้สึกขอบคุณแม่

ที่เป็นแบบฝึกหัดให้แก่เราได้พัฒนาจิตใจ


..... ..... เป็นสุขภัณฑ์ที่ดีให้แก่แม่



สนับสนุนข้อคิดนานาสาระโดย:
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

9/09/2009

เคล็ดใส่บาตรสะเดาะเคราะห์(ตำรับสมเด็จสังฆราชแพ)

สำหรับท่านใดเมื่อรู้สึกกระวนกระวายไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่ามีเคราะห์ อยากจะสะเดาะเคราะห์ แต่ก็กลัวเสียเงินทองและเสียเวลา
สำหรับกรณีนี้ ทางเว็บพุทธคุณมีวิธีการสะเดาะเคราะห์ตนเองแบบเห็นผลและง่ายต่อการปฏิบัติด้วยครับ



การสะเดาะเคราะห์ที่ว่าก็คือการใส่บาตร แต่จะอย่างไรก็ขอเชิญอ่านได้ครับ

๑. ให้เตรียมพระเงินองค์เล็กๆเท่าครึ่งหนึ่งของอายุ และพระทององค์เล็กๆ เท่าครึ่งหนึ่งของอายุ เช่นคุณมีอายุ ๓๐ ปี ก็เตรียมอย่างละ ๑๕องค์ ในกรณีไม่สามารถแบ่งเป็นครึ่งได้อย่างลงตัวเช่น อายุ๔๕ปี ถ้าเป็นผู้ชายให้เอาพระทองมากกว่า๕ปี หากเป็นผู้หญิงให้เอาพระเงินมากกว่า๕ปี

๒.ไข่ต้ม ๑ฟอง และเงินเท่าอายุปัจจุบันของคุณ โดยไข่ต้ม เงิน และพระเงินพระทองห่อในผ้าขาวรวมกัน

๓.อาหารคาวหวานในการใส่บาตร เมื่อจัดเตรียมแล้ว ให้อธิษฐานว่า

สุทิน นัง วตเมทานัง อาสวขยาวหัง นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ สาธุ สาธุ ข้าพเจ้าขออานิสงส์ในการใส่บาตรพระสงฆ์นี้ จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์หมดเคราะห์ สิ้นพระเคราะห์ปี พระเคราะห์เดือน พระเคราะห์วัน สารพัดพระเคราะห์สิ้นทั้งนั้นจงมลายสิ้นอย่าได้มาต้องจะคุ้มโทษโทษา พระบารมีคุณสัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา

๔.เสร็จ แล้วให้ใส่บาตรพระสงฆ์องค์ที่มีอาวุโสสูงสุด แล้วเอาห่อผ้าขาวใส่ลงไปในบาตรอธิษฐานให้หมดทุกข์สิ้นเคราะห์ ส่วนองค์หลังๆๆไม่ต้องมีพระเงินพระทองห่อผ้าขาวใส่ได้ตามศรัทธา

ตำรับ นี้เป็นตำรับสะเดาะเคราะห์ ของสมเด็จพระสังฆราชแพท่านได้ถ่ายทอดให้ อาจารย์อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ พราหมณ์หลวง ซึ่งท่านได้เรียบเรียง

มาลงในหนังสือเคล็ดและเวทย์มนต์ ๑๐๘ ทางเว็บพุทธคุณ
(buddhakun.com)จึงขอนำมาลงเผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยทานต่อไป

ภาพจากต้นฉบับหนังสือ บางส่วน

อานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

อานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ





เรื่องธาตุวิวัณณเปตวัตถุ


โทษของการห้ามผู้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูได้ให้มีการการฉลองบูชาพระบรมสารีริกธาตุในกรุงราชคฤห์ มหาชนจำนวนมากต่างพากันไปบุชาตลอดเวลาหลายปี
ใน ชนเหล่านั้นมีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งภรรยา ธิดา สะใภ้ได้นำเครี่องสักการระไปบูชา ตัวของกุฎุมพี ( ผู้มีฐานะ ) กลับไม่เสื่อมใสและยังห้ามปราม แต่ผู้เป็นภรรยา ก็ไม่ฟังยังคงบูชาอยู่ เมื่อตายไปแล้วได้ไปบังเกิดในเทวโลกส่วนกุฎุมพีหลังจากตาย ได้ไปเกิดเป็นเปรตหนอนชอนไซปาก ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว
ครั้งนั้น พระมหากัสสปเถระได้แสดงอภินิหาร ให้เปรตปรากฏต่อฝุงชนแล้วชักถามถึงความเป็นมา
พระเถระถาม ท่านยืนอยู่ในอากาศมีกลิ่นเน่าเหม็น หนอนซอนไซปากเพราะทำกรรมอไรไว้เปรต ตอบ เมื่อก่อนกระผมเป็นผู้มั่นคั่งในกรุงราชคฤห์ ได้ห้ามปราบภริยา ไม่ให้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุจึงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ ถ้าได้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งคงจะได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ เนื่องๆ เป็นแน่แท้
หมายเหตุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ และอรรถกถา เล่มที่ ๔๙ หน้า๔๓๙-๔๔๖




เรื่องนาคสมาลเถราปทาน




พระ เถระรูปนี้ได้ในอดีตชาตินั้น เมื่อพระพุทธเจ้าสิขีดับขันธนิพพานแล้ว ได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุด้วยดอกแคฝอย ยังใจให้เลื่อมใสในการบูชานั้น เมื่อตายลงได้ไปเกิดในเทวโลกสลับการเกิดในมนุษย์โลก โดยไม่ไปทุคติเลย เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในกัปปที่ ๑๕ ได้เป็นพระจักรพรรดิ ผลกุศลส่งมายังชาติปัจจุบันเกิดในตระกุลสูง มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้บวชไม่นานบรรลุอรหันตพร้อมปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญ ๖ วิโมกข์ ๘
ชื่อของท่านคือพระนาคสมาลเถระ

หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า๒๗๓-๒๗๕





เรื่องปภังกรเถราปทาน

พระ เถระรู)หนึ่งนี้ในอดีตชาติครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตร ท่านเป็นคนทำงานในป่า ได้เห็นพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า มีไม้ปกคลุม รกด้วยเถาวัลย์ จึงถางทางเพื่ออำนวยความสะดวกไหว้พระสถูปนั้น ๘ ครั้ง
หลัก จากหมดอายุขัยได้เกิดเป็นเทวดาและมนุษย์เท่านั้น เมื่อเป็นมนุษย์พรั่งพร้อมด้วยสมบัติมากมาย ถ้าท้องเทียวไปในป่าใด ป่านั้นจะพร้อมที่พัก
ไม่มีโรคภัยใด ๆ เลย ผิวพรรณเหมือนทอง มีรัศมีในชาติปัจจุบันได้บวชในพระพุทธศาสนา แล้วได้บรรลุอรหันพร้อม
ด้วย ปฎิภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่ม ๗๑ หน้า๘๐๓-๘๐๖


เรื่องกัปปรุขิยเถราปทาน




อานิสงส์ ที่ได้ไหว้พระบรมสารีริกธาตุ ของพระกัปปรุกขิยะเถระอดีตพระเถระรูปนี้ ได้ถวายผ้าหลายผืนที่สวยงาม ไว้ที่พระสถูปเจดีย์ของพระพุทธเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ ในกัปปที่ ๙๔ นักจากภัททกัปปนี้
ผล ของกุศลคครั้งนั้น ทุกๆ สถานที่เกิดจะมีต้นกัลปพฤกษ์ พร้อมด้วยผ้ามากมายอยู่ด้วย สามารถนำมาแจกจ่ายกันได้ถ้วนหน้าในหมู่เพื่อนพ้อง ญาติๆในกัปปที่ ๗ นับจากภัททกัปปนี้ บุญกุศลได้ให้เกิดเป็นพระจักรพรรดิ ถึง ๓ครั้ง มีพระนานว่าสุเจละผลบุญนี้ยังนำส่งถึงชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลผู้พรั่ง พร้อมเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธาของบวช
บวชไมนานนักก็บรรลุอรหันพร้อมด้วยคุณวิเศษ อันมี
ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ทุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๑๖๕-๑๖๖


เรื่องธาตุปูชกเถราปทาน




พระ เถระรูปนี้ ในอดีตชาติ เมื่อพระพุทธเจ้าสิทธัตถะดับขันธปรินิพานแล้ว ท่านได้ชักนำพวกญาติของท่านให้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ผลของกุสลดังกล่าว ยังท่านให้ไปสู่สุคิติโดยตลอดจวบจนถึงปัจจุบัน ได้บวชแล้วบรรลุอรหัน
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๒ หน้า๑๓๑

เรื่อคันธมาลิยเถราปทาน




พระ เถระรูปนี้ ในอดีตชาติ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนานว่าสิทธัตถะ กัปปที่ ๙๔ จากกัปปนี้ถอยหลังไป ได้บูชาของหอมมี ไม้จันท์ กำยาน การบูร และกฤษณา เอาดอกมะลิอาบแต่งพระเจดีย์ ด้วยบุญดังกส่าวนี้ ได้เกิดเป็นเทวดา มนุษย์เท่านั้น จวบจนชาติปัจจุบันเกิดในตระกุลอันมั่งคั่ง เสื่อมใส่ในพระพุทธศาสนา บวชไม่นานสำเร็จอรหัน พร้อมด้วย
ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๓๓๘-๓๓๙





เรื่องถัมภาโรปกเถราปทาน




พระเถระรูปนี้ ในอดีตชาติครั้งพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีดับขันธปรินิพพานแล้ว
ท่าน มีความเสื่อมใส ได้ปักเสายกธงไว้ที่พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมได้ร้อยดอกมะลิประดับเป็นอันมาก บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น หลังจากมีชีวิตจนชั่วอายุนั้น ตายแล้วเกิดในเทวโลก และมนุษย์โลกเท่านั้น ในชาติปัจจุบัน เกิดในตระกูลสูง เสื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้บวชและบรรลุอรหันในที่สุด พร้อมด้วยปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ทุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๔๘๑-๔๘๓

เรื่องอธิฉัตติเถราปทาน




พระเถระรูปนี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ดับขันธปรินิพพานแล้ว
เสียใจว่าตนเองหมดโอกาสที่ดีแล้ว คิดว่าควรจะทำชาตินี้ให้มีประโยชน์
จึง สั่งให้ทำฉัตร บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยกุศลอันดีนี้ ได้เกิดในที่ดี คือเป็นมนุษย์และเทวดาสลับกัน จนถึงชาติปัจจุบันเกิดในตระกุลที่ดีได้บวชในพระพุทธศาสนา ไม่น่านบรรจุอรหัน พร้อมด้วย
ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๔๗๘-๔๘๐เรื่องปทุมัจฉทนิยเถราปทาน




อานิสงส์ ที่ได้บูชาเชิงตะกอนของพุทธเจ้าวิปัสสีด้วยดอกบัว ผลของกุศลนี้ ได้เกิดเป็นเทวดาและมนุษย์หลาย ครั้ง พรั่งพร้อมด้วยสมบัติต่าง ๆ
มาก มายเหลือคณานับ จนถึงชาตินี้ได้เกิดในตระกูลผู้มั่งคั่ง เมื่อครบวัยได้บวชเป็นภิกษุ บวชไมน่านก็สามารถทำความเพียนให้สู่อรหันได้ไม่ยาก ไมว่าท่านจะพักอยู่ที่วิหารเวลาใด ดอกบัวจะเกิดขึ้นโดยรอบวิหารนั้น
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๑๘๙-๑๙๑


เรื่องสปริวาริยเถราปทาน




พระ เถระรูปนี้ ในอดีตครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตร เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันปรินิพานแล้ว สาธุชนทั้งหลาย ได้รวมพระบรมสารีริกธาตุไว้ ช่วยกันสร้างพระสถูปเจดีย์ ท่านได้มีส่วน สร้างที่ครอบเจดีย์ด้วยไม้แก่นจันทร์ ไว้เบื้องบนเจดีย์แล้วทำการบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยบุญนี้เมื่อสิ้นชีวิตได้เกิดในสุคติอย่างเดียว คือ เทวดาและมนุษย์ เท่านั้น ในชาติปัจจุบันได้เกิดในตระกูลที่ดี ได้บวชแล้วบรรลุอรหัน พร้อมด้วย ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๔๘๗-๔๘๘


เรื่องชคติการกเถราปทาน




พระ เถระรูปนี้ในอดีตชาติครั้งพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ดับขันธปรินิพาน ท่านได้ สร้างลานดินจัดที่วางดอกไม้ให้เป็นระเบียบ ที่สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของ พระพุทธเจ้า แล้วบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยกุศลดังกล่าวนี้ หลังจากสิ้นอายุแล้วได้เกิดในเทวโลกและมนุษย์โลกเท่านั้น ไม่เกิดในทุคติเลยจวบจนชาติปัจจุบัน ได้บวชในพระพุทธศาสนา แล้วบรรลุอรหัน พร้อมด้วย
ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘
หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๖๕๙







เรื่องปัจจุปัฎฐานสัญญกเถราปทาน



พระเถระรูปนี้เมื่ออดีตชาติเป็นยักษ์ เมื่อพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี


ดับ ขันธปรินิพพานแล้ว ตนเองได้ยินพระอัครสาวก สอนว่า การบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น มีผลเท่ากับการบูชาพระพุทธพุทธเจ้า เมื่อยังมีพระชนม์ชีพอยู่ จึงชักชวนกัน สร้างพระสถูป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วบูชา จุติจากยักษ์ได้เกิดเป็นเทวดา มนุษย์ เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง ครั้นชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลที่มีโภคทรัพย์เสื่อใสในพระพุทธศาสนา บวชไม่นานบรรลุอรหัน พร้อมด้วย ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘




หมายเหตุ ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ ๗๑ หน้า ๔๐๕-๔๐๘



เรื่องปีตวิมาน



เมื่อ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พะรเจ้าอชาตศัตรูนำพระบรมสารีริกธาตุที่พระองค์ได้รับส่วนแบ่ง มาสร้างพระสถูป แล้วทำกาฉลอง ระหว่างที่มีงานฉลองนั้น อุบาสิกาชาวราชคฤห์ ผู้หนึ่งคิดจะบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยการสักการบูชาที่สถูป โดยถือดอกบวบขม ๔ ดอกตามที่หามาได้ ด้วยศรัทธาอุตสาหะอย่างแรงกล้าเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยมิได้คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น มีใจมุ่งตรงต่อพระเจดีย์อย่างเดียว
ใน ขณะนั้น โคแม่ลูกอ่อนวิ่งสวนทางมาอย่างเร็ว ขวิดเข้าร่างของอุบาสิกานั้น ทำให้นางสิ้นชีวิต นางตายลงในที่นั้นไปเกิดในสวรรค์ขั้นดาวดึงส์ จุติ ( ตาย )
แล้ว ปฎิสนธิ ( เกิด )ทันที่โดยไม่มีระหว่างคั่น คือ สัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วต้องเกิดทันที่จะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัย ทำให้เป็นไป ในกรณีนี้นางเกิดในสวรรค์ขั้นดาวดึงส์ เพราะเมื่อก่อนจะตายจิตของนางเป็น บุญเป็นกุศล
คือ มุ่งมั่นที่จะไหว้พระสถูป
เมื่อ นางเกิดเป็นนางฟ้า ท้าวสักกะเทวราชเสด็จไปในอุทยานเห็นนางพร้อมรถ มีรัศมีซ่านออกจากตัวของนาง ข่มรัศมีของนางฟ้าทั้งหมดที่มาพร้อมกับท้าวสักกะ ท้าวสักกะแปลงพระราชหฤทัยจึงถามนางว่า
ท่านมีเครื่องทรงและอาภรณ์เหลือง ของต่างๆ เหลือง แม้รถ ม้า ฉัตร เมื่อเป็นมนุษย์นั้น ท่านทำบุญด้วยอะไร
เทพธิดา ตอบ ข้าพระบาทได้นำดอกบวบขมที่ไม่มีผู้ต้องการ ๔ ดอกจะไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุ แต่ยังไม่ทันจะไหว้ ระหว่างทาง ๔ ถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดจนตายะ ถ้าได้ไหว้บุญนั้นจะมากยิ่งขึ้น ทิพย์สมบัติจะมีมากมายกว่านี้แน่นอน
ท้าว สักกะต้องการที่จะให้เทวดาทั้งหลายเกิดความเสื่อมใสในบุญกุศลนี้ จึงตรัสกับมาตลีเทพสารถี ดูก่อนมาตลี จงดูผลบุญกุศลนี้ไทยธรรม (ดอกบวบขม) ที่เทพธิดาได้ทำถึงจะมีค่าน้อยแต่ผลบุญมีมากเพราะความที่มีใจเสื่อมใจ ศรัทธาในพระพุทธเจ้าหรือในสาวกของพระพุทธเจ้า แล้วตรัสสั่งเทวดาทั้งหลายให้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ให้ยิ่ง ขึ้นไป เพราะพระเขี้ยวแก้วที่พระจุฬามณีเจดีย์ ๗ วัน
ท้าวสักกะทรงเล่าเรื่องนี้ถวายพระนารทเถระ เมื่อครั้งพระเถระไปเทวโลก
หมายเหตุ ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ และอรรณกถา เล่มที่ ๔๘ หน้า ๓๘๒-๓๘๙

เรื่องจูฬรถวิมาน



เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพานแล้ว ได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
ท่านพระมหากัสสปะเถระสังคายนาพระธรรมเสร็จแล้ว พระมหากัจจายนะได้ไปอยู่ป่าแห่งหนึ่ง ได้มีพระราชโอรสของพระราชาโปตสินคร แคว้นอัสสกะ
พระนานว่าสุชาติ ถูกขับออกจากเมื่อเรื่องแย่งราชสมบัติ พระกุมารได้เป็นพรานป่าเสี้ยงชีวิต
ในอดีตชาติของพระกุมารนั้น เคยบวชเป็นพระ ในครั้งพระพุทธเจ้ากัสสปะ
ทำ ได้เพียงรักษาสิล ให้บริสุทธิ์เท่านั้นหลังจากมรณภาพแล้วเกิดในสวรรค์ขั้นดาวดึงส์ เมื่อกาลพระพุทธเจ้าสมโคตม พระกุมารจะไปล่าเนื้อ เทพบุตรผุ้เคยเป็นสหาย แปล่าร่างเป็นเนื้อมาล่อด้วยความหวังดี วิ่งเข้าไปที่ท่านพระมกากัจจยนะ แล้วหายตัวไป พระกุมารตามเนื้อนั้นไป ไม่พบเนื้อพบแต่พระเถระ นั่งอยู่นอกศาลา พระเถระทราบรายละเอียดของพระกุมารทั้งหมด ด้วยจิตที่คิดจะสงเคราะห์ช่วยเหลือ
จึงถามว่า ท่านถือธนูหน้าไม้จ้องอยู่ ท่านเป็นใครเป็นกษัตริย์ราชกุมาร หรือพรานป่าแน่
ราชกุมารตรัสตอบว่า เราเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสะกะ มาล่าเนื้อไม่พบ พบแต่ท่าน
พระเถระทูลว่า ท่านมาดีแล้ว เชิญดื่มน้ำก่อน
ราชกุมารตรัสตอบว่า ท่านช่างพูดจาไพเราะ มีประโยชน์ยิ่งท่านพูดแต่เรื่องดี ท่านอยู่ป่ามีความสุขสบายด้วยอะไร ช่วยบอกด้วย
พระเถระตอบว่า อยู่ด้วยศีล สงบ เป็นพหูสูต ( แตกฉานในธรรม )
พระเถระรู้ว่าอายุของราชกุมารไม่เกิน ๕ เดือน จึงกว่าว่า ท่านราชโอรส อีก ๕ เดือน ท่านจักสิ้นพระชนม์
ราชกุมารตรัสถามว่า ที่ได้เป็นที่ไม่ตาย มีวิชาอะไรจึงไม่แก่ไม่ตาย
พระเถระตอบว่า ไม่มีที่ไหน ไม่แก่ ไม่ตาย มีวิชา มีบุญ มากคาไหน ก็ต้องตาย
ราชกุมารตรัสตอบว่า แล้วจะทำอย่างไรดี
พระเถระตอบว่า ท่านจงพึ่งพระพุทธเจ้าเถิด
พระราชกุมารตรัสว่า พระพุทธเจ้าอยู่ ณ ที่ใด
พระเถระตอบว่า บัดนี้ดับขันปรินิพพานแล้ว

แล้ว แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้พระกุมาร พร้อมกับแนะนำให้กลับเข้าเมืองให้ทุกคนได้ทำการสักการบูชา จะได้ไปสู่สุคติ ราชกุมารเข้าพบพระราชา เล่าเรื่องให้พระราชาทรงทราบพระราชาสร้างพระสถูปเจดีย์ให้มหาชนเคารพกราบ ไหว้ราชกุมารนั้นได้สักการะบูชา สมาทานสิล ผ่านไปสี่เดือนก็สิ้นพระชนม์
เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หมายเหตุ สีลคำนี้มาจากพระไตรปิฎกครับ

หมายเหตุ ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ และอรรถกถา เล่มที่๔๘ หน้า ๔๙๘-๕๑๘

ในวิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน๑ หน้า ๑๒-๑๘

ปฎิสัมภิทา ๔ คือ
๑ อัตถปฎิสัมภิทา ความรู้ในอรรถ
๒ ธํมมปฎิสัมภิทา ความรู้ในธรรม
๓ นิรุตติปฎิสัมภิทา ความรู้ในการกล่าว ธรรมนิรุติ
๔ ปฎิภาณปฎิสัมภิทา ความรู้อย่างกว้างขวางในความรู้ทั้งหลาย

ในขุททกนิกาย ปฎิสัมภิทามรรค เล่มที่ ๖๘ หน้า๙๘๐-๑๐๓๖
อภิญญ ๖ คือ
๑ อิทธิวิธ แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
๒ ทิพพโสตธาตุญาณ ความรู้ ดุจได้ยินด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์
๓ เจโตปริยญาณ ความรู้ กำหนดใจ (คนอื่น) ได้
๔ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ในอันตามระลึกถึงชาติก่อนๆของตนได้
๕ สตตานํ จุตูปาตญาณ ความรู้ในเรื่องตายไปและได้กำเนิดขึ้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย
๖ อาสวกขยาญาณ คือญาณที่ทำให้กิเลสหมดสิ้นไป

วิโมกข์ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน

999..สิริมงคลล้นเหลือ"ไหว้พระ9วัด9พระธาตุ9พระพุทธบาท"

9 สิริมงคลล้นเหลือ "ไหว้พระ 9 วัด 9 พระธาตุ 9 พระพุทธบาท"

พระพุทธไสยาส วัดโพธิ์ ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ
ฉันนี่ช่างโชคดีเสียจริงที่คอลัมน์ "ลุยกรุง" เวียนมาตรงกับ "วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009" ตามกระแสเลข 9 เลขสวยเลขดีตามความเชื่อของคนไทย จนเกิดกระแสความเชื่อทางโหราศาสตร์ "09-09-09" ถือเป็นวันดีแห่งปี ทำให้บรรดาเจ้าของกิจการ ธุรกิจร้านรวง ถือเป็นฤกษ์ดีเปิดกิจการ ขยายสาขากันยกใหญ่ ฉันเองก็ไม่พลาดแม้จะไม่ได้ร่ำรวยขนาดจะเปิดกิจการงานสร้างอะไรแต่ก็ขอเกาะ กระแสเลข 9 กับเขาด้วยเหมือนกัน

โดยในวันฤกษ์ดีนี้ฉันจะขอรวมเส้นทาง "ไหว้พระ 9 วัด 9 พระธาตุ 9 พระพุทธบาท" ให้ได้เสริมบุญบารมีกันถ้วนหน้า ตามกระแสเลข 9 มาทัศนากันเลย

ภายในพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ วัดมหาธาตุ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
"สักการะ 9 พระธาตุ"

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการได้กราบสักการะ "พระบรมสารีริกธาตุ" หรือ "พระบรมธาตุ" หรือ "พระธาตุ" อันเป็นพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าเป็นดั่งบุญบารมีอันสูงส่ง ยิ่งบวกกับเลข 9 เลขดีมีชัยแล้วก็ยิ่งถือเป็นมงคลสูงล้นสำหรับคนไทย โดยวัดแรกที่ฉันขอแนะนำคือ "วัดพระแก้ว" หรือ "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" ภายในวัดมีพระศรีรัตนเจดีย์ ที่ตั้งอยู่บนฐานไพทีใกล้กับปราสาทพระเทพบิดร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่รัชกาลที่ 4 ทรงได้มาจากลังกา

ใกล้ๆกับวัดพระแก้วคือ "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม"หรือ"วัดโพธิ์" ภายในตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้านมีพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ภายในเจดีย์นี้เองเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งบรรจุไว้ทุกองค์ ด้วย

ต่อมาที่ "วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์" หรือ "วัดมหาธาตุ"มี พระมณฑปด้านหน้าพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน เจดีย์นี้ถือเป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 1 และถือเป็นแบบฉบับของเจดีย์สมัยรัตนโกสินทร์ยุคแรกอีกด้วย

มาถึง "วัดบวรนิเวศวิหาร" หรือ "วัดบวร" ภายในมีเจดีย์องค์ใหญ่สีทองอร่ามสวยงามสุกใสที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายในคูหากลางองค์เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์กาไหล่ทองซึ่งบรรจุพระบรม สารีริกธาตุอยู่ภายใน

ด้านบนของภูเขาทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ถือว่าอยู่สูงที่สุดในประเทศ
"วัดมหรรณพาราม" หากเดินเข้ามาภายในวัดด้านหลังพระอุโบสถ จะเห็นเจดีย์ทององค์ใหญ่ที่รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างขึ้น บนยอดเจดีย์นั้นเองเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ถัดไปที่ "วัดราชนัดดา" อันมีจุดเด่นเป็นสง่าคือ โลหะปราสาท องค์เดียวในไทยและเป็นองค์ที่ 3 ของโลก หากเดินขึ้นไปบนชั้นบนสุดก็สามารถไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุกันได้

จากโลหะปราสาทข้ามถนนมายัง ภูเขาทอง "วัดสระเกศ" ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ด้านบนเช่นกัน โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่สูงที่สุดในเมืองกรุงด้วย โดยได้มาจากอินเดีย และรัชกาลที่ 5 จึงทรงนำมาบรรจุไว้ที่ภูเขาทองแห่งนี้

มาต่อกันที่ "วัดโสมนัสราชวรวิหาร" โดยที่ด้านหลังพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่รัชกาลที่ 5 ทรงได้รับมาจากอินเดีย ต่อมาทางวัดก็ได้อันเชิญพระบรมธาตุอื่นๆขึ้นไปบรรจุไว้ที่เดียวกัน

รอยพระพุทธบาทจำลอง หลังพระอุโบสถวัดชนะสงคราม
และสำหรับวัดสุดท้าย "วัดประยูรวงศาวาส" ฝั่งธนฯ ที่วัดนี้มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน 3 องค์ด้วย โดย 2 องค์เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่พบโดยบังเอิญเมื่อครั้งกรุแตก อีกหนึ่งองค์เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากศรีลังกา

"บูชา 9 พระพุทธบาท"

สำหรับ "รอยพระพุทธบาท" หรือรอยเท้าของพระพุทธเจ้า เป็นดังสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มงคลที่พระพุทธองค์ ได้เสด็จดำเนินไปถึง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะเสด็จดำเนินไปประทับรอยพระพุทธบาทไว้ทุกแห่ง หน จึงมีการสร้างพระพุทธบาทจำลองขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชากันอย่าง ถ้วนหน้า ในกรุงเทพฯก็มีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ฉันจะขอยกมา 9 แห่งเพื่อให้สอดรับกับเลขมงคล

เริ่มกันที่ "วัดอินทรวิหาร" ย่านบางขุนพรหม เมื่อเข้าไปในวัดจะเจอกับหลวงพ่อโตองค์ใหญ่เป็นสง่า ด้านหลังมีมณฑปรอยพระพุทธบาทสีขาวสะอาดตา ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินอ่อนสวยงาม

ถัดมาได้แก่ "วัดชนะสงคราม" มีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ ใกล้ๆกันคือ "วัดบวรนิเวศวิหาร" บริเวณด้านข้างของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาพระพุทธบาท ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทคู่อีกด้วย

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดสามปลื้ม ประดิษฐานอยู่ในมณฑปพระพุทธบาทข้างสระจระเข้
ต่อไปเป็น "วัดสามปลื้ม" หรือ "วัดจักรวรรดิราชาวาส" วัดที่ได้ชื่อโจษขานเรื่องจระเข้วัดสามปลื้ม ซึ่งด้านข้างของสระจระเข้ที่นอนอ้างปากตากลมนั้นมีบันไดขึ้นไปยังมณฑปพระ พุทธบาทอันสวยงาม ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีลักษณะลึกกว่าที่วัดอื่น

อีกหนึ่งวัดใกล้กับเสาชิงช้า ได้แก่ "วัดสุทัศนเทพวราราม" ซึ่งหากใครจะไปกราบไหว้พระพุทธตรีโลกเชษฐ์พระประธานในพระอุโบสถจะต้องเห็น รอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่หน้าประตูทางเข้าภายในพระอุโบสถเป็นแน่แท้

ด้าน "วัดโพธิ์" ก็มีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่เช่นกัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างถวายไว้ ประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป ซึ่งด้านหน้ามียักษ์ตนเล็ก 2 ตนเฝ้าอยู่ในตู้กระจก

รอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่หน้าทางเข้าพระอุโบสถวัดสุทัศน์
จากวัดโพธิ์ข้ามฝั่งเจ้าพระยาไปยัง "วัดอรุณฯ" ซึ่งเป็นอีกวัดหนึ่งที่มี รอยพระพุทธบาทใน มณฑปพระพุทธบาท ตั้งอยู่ระหว่างเจดีย์ 4 องค์และพระวิหารใหญ่

ต่อด้วย "วัดอมรินทราราม" ตั้งอยู่ใกล้กับ ร.พ.ศิริราช ซึ่งมณฑปของรอยพระพุทธบาทจำลองนี้จัดว่าสวยงามแห่งหนึ่งเลยทีเดียวแม้ ปัจจุบันจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก็ตาม และแห่งสุดท้ายแห่งที่ 9 ได้แก่ "วัดพิชัยญาติการาม" เมื่อเข้าไปในวัดจะเห็นพระปรางค์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานสูงดูโดดเด่น ใกล้กันเป็นพระปรางค์องค์เล็ก 2 องค์ องค์ด้านทิศตะวันออกประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย ทางทิศตะวันตกประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองในตู้กระจกถึง 4 รอยด้วยกัน ซึ่งทั้ง 4 รอยน่าจะแทนพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ, พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ, พระพุทธเจ้ากัสสปะ และพระพุทธเจ้าโคตรมะ

วัดพระแก้ววิจิตรงดงามคู่กรุงรัตนโกสินทร์
"ไหว้พระ 9 วัด"

สำหรับการไหว้พระ 9 วัดนั้น เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการเดินทางฉันจึงเลือกวัดในเกาะรัตนโกสินทร์ โดยวัดแรกได้แก่ "วัดพระแก้ว" วัดในพระบรมมหาราชวังกรุงรัตนโกสินทร์ มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พระแก้วมรกต, จิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียง ซึ่งเป็นเรื่องราวเรื่องรามเกียรติ์ จำนวน 178 ห้อง เรียงตลอด 4 ทิศ, ปราสาทพระเทพบิดร ปราสาทเพียงองค์เดียวในวัด เป็นปราสาทจัตุรมุข ยอดปรางค์มีนภศูล และมงกุฎอยู่บนยอด ประดับกระเบื้องเคลือบองค์เดียวในประเทศไทย เป็นต้น

ใกล้กับวัดพระแก้วก็คือ "วัดโพธิ์" อันเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 วัดนี้ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศ คือประมาณ 99 องค์ ที่เด่นก็คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล, วิหารพระพุทธไสยาส ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาส มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ, รูปปั้นฤๅษีดัดตน, ยักษ์วัดโพธิ์ และยังมีนวดแผนไทยอีกด้วย

ทวารบาลอันสวยแปลกตาที่วัดราชบพิธ
ต่อไปคือ "วัดราชบพิธ" วัดประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 พระอุโบสถสวยงามด้วยลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยด้านนอกและด้านในตกแต่ง แบบยุโรป ภายในประดิษฐานพระพุทธอังคีรส ภายใต้ฐานบรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสุสานหลวง และทวารบาลรูปทหารฝรั่งที่แปลกตากว่าวัดอื่นๆ

ถัดไปได้แก่ "วัดบวร" ที่สร้างด้วยศิลปะไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน 2 องค์ด้วยกันคือ พระศรีศาสดา และพระพุทธชินสี ใต้ฐานพุทธบัลลังก์บรรจุพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 6 และจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง ด้านหลังพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์องค์ใหญ่หุ้มกระเบื้องสีทองอร่าม ตา

ไม่ไกลกันเป็นที่ตั้งของ "วัดชนะสงคราม" ซึ่ง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานปูนปั้นบุด้วยดีบุกลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย นามว่า พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะชยันตะโคดมบรมศาสดา อนาวรญาณ

วัดต่อไปอยู่ใกล้กับเสาชิงช้า ซึ่งก็คือ "วัดสุทัศน์" วัดประจำรัชกาลที่ 8 พระประธานภายในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญมีนามคล้องจองกันว่า พระศรีศากยมุนี พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ และพระพุทธเสรฏฐมุนี นอกจากนี้พระอุโบสถของวัดนับว่ายาวที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

วัดราชประดิษฐ์ วัดประจำรัชกาลที่ 4
ต่อมา "วัดราชประดิษฐ์" วัดประจำรัชกาลที่ 4 ภายในพระวิหารหลวงมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระราชพิธี 12 เดือน ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้วาดไว้ ภายในวัดยังมีสถาปัตยกรรมที่น่าชม เช่น ปาสาณเจดีย์, ปรางค์ขอม, หอพระจอม และหอไตร เป็นต้น

"วัดราชนัดดา" ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานพระนามว่า พระเสฏฐตมมุนี ส่วนพระวิหารมีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นประธาน พระนามว่า พระพุทธชุติธรรมนราสพ และอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นก็คือโลหะปราสาทหนึ่งเดียวในประเทศไทย และหนึ่งเดียวของโลกด้วยเนื่องจาก 2 แห่งแรกได้พังไปแล้วนั่นเอง

พระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่บนยอดโลหะปราสาทวัดราชนัดดา
วัดสุดท้ายคือ "วัดมหาธาตุ" ภายในมีพระระเบียงที่ล้อมรอบพระอุโบสถ พระวิหาร และพระมณฑปเอาไว้ โดยภายในพระอุโบสถใหญ่โตขนาดที่พระสงฆ์สามารถเข้าไปทำสังฆกรรมได้ถึง 1,000 รูปเลยทีเดียว สำหรับพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยนาม พระศรีสรรเพชญ์ ส่วนพระมณฑปภายในประดิษฐานพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ ภายในวัดยังมีวิหารโพธิลังกา ซึ่งภายในประดิษฐาน "พระนาค" พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยไว้ด้วย

เมื่อเกาะกระแสเลข 9 กันแล้ว ก็ขอให้อานิสงฆ์ผลบุญได้รับความสุขทั้งกายและใจในวันที่ 9 เดือน9 ปี 2009
... สาธุ

เคล็ดปฏิบัติสมาธิ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)



เคล็ดปฏิบัติสมาธิ
โดย หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

วัดอรัญญบรรพต
ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย



นั่งสมาธิพึงพากัน ตั้งสติให้แน่วแน่อยู่ภายใน พยายามควบคุมจิตอย่าให้มันหลงคิดนึกไปในอารมณ์ที่มันเคยคิด เคยนึก เคยเกาะ เคยข้องมาแต่ก่อน ให้กำหนดลงเอาปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งเลยทีเดียว ชีวิตนี้จะอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ที่ปัจจุบันๆ นี้เท่านั้น ให้กำหนดจำกัดลงเลย เพราะว่าที่ล่วงมาแล้ว มันก็ล่วงมาแล้วนะชีวิต แล้วอนาคตก็ยังไม่ได้ไปถึง มันก็ยังไปไม่ถึง ไม่ต้องไปคำนึงหามัน การงานอะไรที่ทำล่วงมาแล้ว ผิดหรือถูกมันก็ได้ล่วงมาแล้ว ไม่ต้องไปคำนึงหามัน

เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของจิตใจ ขอให้เตือนตนอย่างนี้ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของจิตใจในขณะนี้ เบื้องต้นนี้ก็อยากคิด อยากรู้นั้น รู้นี้ เห็นนั่น เห็นนี้ ก่อนคือพยายามตั้งสติ กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก อธิษฐานจิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตนแล้ว ก็พยายามประกอบจิตนี้ให้หยุดคิด หยุดนึก ให้กำหนดรู้เฉพาะแต่ลมหายใจเข้า หายใจออกเท่านี้ก่อน เพราะเวลานี้ให้เข้าใจว่าเราพักผ่อนจิตใจ

คำว่าพักผ่อน คือหยุดคิด หยุดนึกในการงานต่างๆ เลย วางจิตลงให้สบาย สบาย ไม่ต้องกังวลข้างหน้า ข้างหลังอะไรเลย กำหนดรู้อยู่แต่ปัจจุบันนี้เท่านั้น เอาปัจจุบันนี้เป็นหลักเลย ชีวิตนี้ก็ให้กำหนดว่ามีอยู่แค่ปัจจุบันๆ นี้ เท่านั้นแหละ

ในเบื้องต้นเราก็รู้ไม่ได้ว่าจะไปถึงไหน เบื้องหลังมันก็ล่วงมาแล้ว ดังนั้น เราต้องกำหนดรู้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้นเอง คือการทำสมาธินี่ สำคัญอยู่ที่สตินั้นแหละ ขอให้ได้พากันจำเอาไว้ให้ดี สติแปลว่าความระลึกได้ คือระลึกเข้าไปในจิตเลยทีเดียว ระลึกให้หยั่งเข้าไปให้มันถึงจิต อย่าให้มันระลึกเฉไปทางอื่น จิตนี้ที่มันตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ก็เพราะมันขาดสติ สติไม่ได้เข้าไปควบคุมอยู่ใกล้ชิด สตินั้น จะระลึกออกไปทางอื่นห่างออกไปจากจิต เมื่อจิตนี้ปราศจากสติแล้วมันก็ว้าเหว่ เร่ร่อนหาอารมณ์อย่างอื่น คิดส่ายไปตามความชอบใจ มันเป็นอย่างนั้น แต่จิตนี้น่ะ ถ้าสติเป็นเครื่องสอนอยู่แล้ว ไม่ไปไหนเลย ไม่ไปไหนแล้ว ที่มันอยากคิดอะไรมาแต่ก่อนนั้น สติห้ามไว้ทันแล้วก็หยุด

ขอให้สติมันเข้มแข็งเสียอย่างเดียว หายใจเข้าก็กำหนดรู้ หายใจออกก็กำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันนั้นเลยอย่างนั้น ไม่ได้รู้สิ่งอื่นๆ ใดทั้งหมด ถ้าหากใครสามารถที่จะเพ่งเข้าไปภายในให้เกิดแสงสว่างเหมือนอย่างเราฉายไฟ เข้าไปในถ้ำมืดๆ อย่างนี้ แสงไฟฉายนั้นมันจะเป็นลำ สว่างเข้าไปภายในจะมีอะไรอยู่ในนั้นก็มองเห็นได้เลย อันนี้ก็เหมือนกันแหละ ถ้าเราสามารถที่จะกำหนดตั้งสติแล้วเพ่งตามลมหายใจเข้าออก เข้าไปภายในให้มันสว่างเข้าไปถึงจิตใจ และก็มองเห็นอัตภาพร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่ภายในร่างกายได้ยิ่งดีเลย ถ้าทำได้อย่างนี้ ตามลมหายใจเข้าออกไปภายในให้มันสว่างเข้าไปถึงจิตใจและก็มองเห็น

ถ้าหากว่าไม่สามารถจะทำได้อย่างนี้ ก็ตั้งสติเพ่งเข้าไปหาความรู้อย่างเดียวเท่านั้น รู้อยู่ตรงไหน สติก็ให้หยั่งเข้าไปถึงนั่น ก็ใช้ได้เหมือนกัน เมื่อจิตมันสงบ มันคลายจากอารมณ์ต่างๆ ออกไปแล้ว มันปลอดโปร่ง ถึงแม้ว่าจะไม่สว่างไสวเต็มที่ แต่มันก็มีเงาแห่งความสว่างปรากฏอยู่ในจิตนั้นเองแหละ จิตไม่เศร้าหมอง หมายความว่าอย่างนั้นแหละเบิกบาน ถ้าหากมันคลายอารมณ์ต่างๆ ออกไปแล้วนะ ลักษณะอาการของจิตนี้จะเบิกบานผ่องแผ้ว ไม่มีกังวลใดๆ อิ่มอยู่ภายใน ไม่ปรารถนาอยากจะคิดไปไหนมาไหนแล้ว ทีนี้ถ้าจิตมันคลายอารมณ์เก่าออกไปได้ ก็ต้องอาศัยสตินั่นแหละเข้าไปควบคุมจิตไม่ให้คิดไปในอารมณ์ต่างๆ

อันเมื่อจิตนี้ไม่มีโอกาสจะได้คิดไปในอารมณ์ต่างๆ แล้วมันก็คลายทิ้งไปหมด อารมณ์ที่เราเก็บเอาไว้มันเป็นอย่างนั้นเพราะว่ามันไม่มีที่ต่อ มันก็คลายออกไปเท่านั้นเอง ดังนั้นอย่าไปเข้าใจวิธีอื่นเลย พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออกนี่ เพ่งกำหนดรู้แต่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ มันจะค่อยเบาไปๆ หมดไปโดยลำดับ เพราะว่าจิตเราไม่ส่งเสริมมันแล้วนี่ จิตเรามาจ้องอยู่เฉพาะแต่ลมนี้ จิตนี้ไม่ส่งเสริมความคิดเสียแล้ว ทีนี้จะคิดดีคิดชั่วอย่างไรไม่เอา ในขณะนี้ปล่อยทิ้งไม่ใช่เวลาคิด เวลานี้ เวลาสงบ เวลาเพ่ง เวลากำหนดรู้ ไม่ใช่เวลาคิด ให้มีสติเตือนจิตอย่างนี้เสมอไป

จิตนี้เมื่อถูกสติเตือนเข้าบ่อยๆ มันก็รู้ตัว รู้ตัวแล้วมันก็คลาย มันก็ปล่อยวางอารมณ์ ไม่ส่งเสริม ไม่คิดไม่ปรุงไปอีก มันสำคัญ เรื่องสมาธินี่สำคัญมากทีเดียว เรื่องปัญหานั้นมันเกิดจากสมาธิ ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถจะทำสมาธิให้บังเกิดได้ ปัญญามันก็เกิดไม่ได้ ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่เกิดจากสมาธิ ปัญญาที่เกิดจากสมาธินี้เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธาตุสี่ ขันธ์ห้า ในนาม ในรูป ไม่ปรารถนารู้อย่างอื่น

ในการปฏิบัติสมาธิแรกๆ อย่าไปสงสัยคลางแคลงใจว่า เอ๊ะ !! ทำไมเราจึงปฏิบัติไปไม่ได้ ทำไมใจจึงไม่สงบ ? กำหนดลมหายใจก็กำหนดแล้ว มันก็ยังไม่สงบอย่างนี้ อย่าไปสงสัย ให้นึกว่าเราทำยังไม่พอก็แล้วกันแหละ เราทำยังไม่มากพอ คือว่าเรายังกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออกนี้ ยังไม่พอ เราจะต้องทำอีก

ที่มา
http://se-ed.net/platongdham

[url=http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14412]::