Showing posts with label หลวงพ่อชา สุภัทโท. Show all posts
Showing posts with label หลวงพ่อชา สุภัทโท. Show all posts

11/20/2009

โอสถธรรมของ หลวงพ่อ ชา สุภัทโท

ยา เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตอยู่ของมนุษย์ซึ่งบรรดาแพทย์ทั้งหลาย ได้ค้นคิดขึ้นมารักษาโรคทางกาย พอเป็นปัจจัยผ่อนคลาย ความทุกข์ ความขัดข้องได้บ้าง พระพุทธองค์ก็ทรงบัญญัติไว้ในปัจจัย 4 ที่บรรพชิตต้องอาศัย - ต้องใช้ ต้องฉัน ในคราวอาพาธ แต่นั่นเป็นเพียงยาแก้โรคทางกาย สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ก็ยังรู้จักแสวงหามากินตามประสาสัตว์


ส่วนยาอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า ยาใจ

เป็น ยาปราบโรคทางใจ รักษาใจให้เป็นปกติ ใจเป็นของละเอียด แทรกอยู่ได้ในทุกส่วนของร่างกาย เมื่อใจเป็นของละเอียด ยาใจที่ใช้ปราบโรคใจต้องละเอียดด้วย พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ - ใจเป็นนายผู้บังคับบัญชา ทุกอย่างย่อมสำเร็จมาแต่ใจ จะผิด - ถูก - ชั่ว - ดี ก็ใจเป็นผู้สั่งงาน หลวงพ่อ ชา เคย สอนพวกเราว่า เมื่อใจดี ทุกอย่างก็จะดีหมด เมื่อใจเสีย ทุกอย่างก็จะเสียหมด เมื่อใจร้าย ทุกอย่างก็จะร้ายหมด ฉะนั้นจึงควรอบรมใจของเราให้ดี

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อ ชา ได้รับนิมนต์ให้ไปโปรดญาติ - โยมต่างอำเภอ เมื่อฉันอาหารบิณฑบารตเสร็จแล้ว หลวงพ่อ ชา ก็ได้ให้โอวาทพอสรุปว่า เรานับถือพระพุทธศาสนามานาน จะต้องพิจารณาให้ดี จะทำบุญ - ทำทาน อย่าให้เป็นบาป อย่าแอบอ้างสิ่งที่ไม่ใช่บุญมาทำ อย่าสักแต่ว่าทำไปตามคนอื่นพูด เราต้องพิจารณาให้ดี ให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ทำบุญอะไร ? ทำบุญอย่างไรจึงเหมาะสมและถูกต้อง ถ้าเราทำไม่คิดมันทำผิดก็นึกว่าถูก ทำชั่วนึกว่าทำดี หมั่นตรวจตราว่าสิ่งที่เราทำ - คำที่เราพูด เรื่องที่เราคิด ถ้าเห็นว่าสิ่งใดถูกต้องดีก็พึงพอใจ สิ่งใดบกพร่องต้องรีบแก้ไข ก่อนนอนต้อง สวดมนต์ - ไหว้พระนั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบ กำหนดลมหายใจเข้า - ออก กำหนดว่า พุทโธ ฯ ที่ปลายจมูก

เอาใจนึกโดยไม่ต้องออกเสียง ให้มีความเมตตาอารี มีความสมานสามัคคีต่อกัน ให้รู้จักให้อภัยแก่กัน อย่าอาฆาต - พยาบาทกัน ให้มองเห็นกันเป็นพี่ - น้อง เราจะมีความสุขตามอัตภาพ

เมื่อหลวงพ่อให้โอวาทจบลง หลวงตารูปหนึ่งเข้าไปกราบเรียนท่านว่า "ท่านอาจารย์ครับ กระผมเป็นโรคปวดท้องมานาน ฉันยาโรงพยาบาลเป็นประจำแต่ไม่หาย ท่านอาจารย์มียาดีมั๊ย ? ครับ โปรดเมตตาผมด้วย"

หลวงพ่อ ชา ตอบว่า "มีเหมือนกันแต่ไม่ได้เอามามีอยู่ทีวัด ถ้าอยากได้ให้ไปเอาเอง"เพราะท่านทราบแล้วว่า สภาพของผู้บวชเมื่อแก่ มีการกระทำความเป็นอยู่ มีความต้องการอย่างไร ?

"ถ้าฉันยาท่านอาจารย์แล้ว โรคผมจะหายมั๊ย ? ครับ" หลวงตาถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ "หายสิถ้าทำตามหมอบอก"

"ถ้างั้นผมจะตามไปวันหลัง วันนี้เตรียมตัวไม่ทัน"หลวงตามีสีน่าสดชื่นขึ้น เพราะดีใจใว่าจะหายปวดท้องเสียที

วัน ต่อมา หลวงตาก็ไปทีวัดหนองป่าพง เพื่อที่จะได้ฉันยาดี เมื่อไปถึง หลวงพ่อบอกให้ลูกศิษย์จัดที่พักให้ตามสมควร แล้วบอกหลวงตาว่า "ก่อนจะฉันยานั้นจะต้องทำพิธีกรรมเบื้องต้นเสียก่อน เริ่มต้นด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำวัตร สวดมนต์ อยู่กุฏิคนเดียว ไม่ไปคลุกคลีพูดคุยกับคนอื่น ฉันอาหารวันละครั้ง เวลาฉันต้องเคี้ยวให้ละเอียดแล้วจึงกลืน ขณะกำลังฉันก็ให้พิจารณาว่าอาหารนี้มิใช่ของพ่อแม่ -พี่น้องของเรา เป็นของทายก - ทายิกาเขาให้มาด้วยความเลื่อมใสเขาเชื่อว่าเราปฏิบัติดี - ปฏิบัติตรง ปฏิบัติสมควรถูกต้องตามพระพุทธองทรงตรัสค์สอนไว้ ให้หลวงตาทำใจสบาย ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง ให้ท่านทำอย่างนี้ต่อไปเมื่อครบ 7 วัน จึงมาบอกผมอีกที"

เมื่อหลวงตาได้มาอยู่ร่วมฉัน ร่วมปฏิบัตธรรม ทำตามพิธีกรรมที่หลวงพ่อ ชา แนะนำ อาการโรคกะเพาะก็ทุเลาลง สบายขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะ เมื่อก่อนหน้านั้นหลวงตาฉันวันละ 2 ครั้ง บางวันมีลูกหลาน เอาอาหารมาถวายระหว่าง 9 - 10 โมงก็ฉันอีก ตอนเย็นยังมีของฉันอีกด้วยเป็นเหตุให้ท้องไส้ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้พักจึงย่อยไม่หมด เหลือกากตกค้่งในกะเพาะมากจึงทำให้ปวดท้อง แต่พอมาอยู่วัดหนองป่าพงต้องเข้าพิธีกรรม ทำตามที่หลวงพ่อบอกจึงเกิดความสบายเบากาย - เบาใจขึ้น เมื่อครบ 7 วัน หลวงตาจึงทวงฉันยาอีก

หลวงพ่อบอกว่า"เอาเถอะ ยาปรุงจวนจะได้ที่แล้วให้เข้าพิธีกรรมทำไปเรื่อย ๆ อีกสัก 7 วันข้อสำคัญอย่าขี้เกียจมักง่ายขยันทำพิธีกรรมทุกอย่างให้ครบก่อนนอนให้ทำ วัตรประจำกุฏิ นั่งสมาธิด้วย เวลานอน ให้นอนตะแคงขวา เอามีขวาคู้เข้ามาสอดไว้ใต้แก้มมือซ้ายเหยียดไปตามลำตัว เท้าเหลื่อมเท้า คู้เท้าซ้ายขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพื่อเข่าจะได้ไม่ทับกัน กำหนดลมหายใจทีปลายจมูก ภาวนา พุทโธ ดูลมหายใจทีี่ปลายจมูกจนกว่าจะหลับและเวลาตื่นก็ให้รู้ตัวว่าเราตื่นอยู่ท่า ไหนทำต่อไปเรื่อย ๆ อยู่อย่างนี้"

ครึ่งเดือนผ่านไป

หลวง ตามีอาการผ่องใส จิตใจปลอดโปร่งสบายทั้งกายและใจ แกมีความเคารพเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติของวัดหนองป่าพง มากโรคปวดท้องก็หายไปหมดแล้ว หลวงตาจึงปรารฎกับตัวเองว่า เอ.........เราเห็นจะไม่ต้องฉันยาของท่านอาจารย์แล้วกระมัง ? โรคปวดท้องเราหายไปแล้ว สบายดีแล้ว ไปบอกท่านดีกว่า แกจึงไปพบหลวงพ่อ ชา ที่กุฏิและได้กราบนมัสการว่า"ท่านอาจารย์ครับ ผมรู้สึกว่าเป็นปกติแล้วเห็นจะไม่ตอ้งฉันยาหรอกครับ"

หลวงพ่อ ชา จึงพูดช้า ๆ ฟังเย็น ๆ ด้วยเมตตาว่า

"ก็ผมให้เท่านฉันยาตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่แล้ว..............ท่านไม่รู้หรืองัย ?"

ได้ยินเสียงหลวงตาอุทานว่า.............."อ้อ..........ผมเข้าใจแล้วครับอย่านี้นี่เอง"

ยาดี..........ของหลวงพ่อ ชา ก็จบเพียงเท่านี้..............เอวัง

ธรรมะกับธรรมชาติ (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

ธรรมะกับธรรมชาติ

โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท



วัดหนองป่าพง

ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี





บางครั้ง ต้นผลไม้ อย่างต้นมะม่วงเป็นดอกออกมาแล้ว บางทีถูกลมพัด มันก็หล่นลง แต่ยังเป็นดอกอย่างนั้นก็มี บางช่อเป็นลูกเล็กๆ ลมก็มาพัดไป หล่นทิ้งไปก็มี บางช่อยังไม่ได้เป็นลูก เป็นดอกเท่านั้น ก็หักไปก็มี



คนเราก็เหมือนกัน บางคนตายตั้งแต่อยู่ในท้องบางคนคลอดจากท้องอยู่ได้สองวัน ตายไปก็มี หรืออายุเพียงเดือนสองเดือน สามเดือน ยังไม่ทันโต ตายไปก็มีบางคนพอเป็นหนุ่มเป็นสาวตายไปก็มี บางคนก็แก่เฒ่าแล้ว จึงตายก็มี



เมื่อนึกถึงคนแล้ว ก็นึกถึงผลไม้ ก็เห็นความไม่แน่นอน แม้นักบวชเราก็เหมือนกัน บางทียังไม่ทันได้บวชเลย ยังเป็นเพียงผ้าขาวอยู่ ก็พาผ้าขาววิ่งหนีไปก็มีบางคนโกนผมเท่านั้น ยังไม่ได้บวชขาวด้วยซ้ำ ก็หนีไปก่อนแล้วก็มี บางคนก็อยู่ได้สามสี่เดือนก็หนีไป บางคนอยู่ถึงบวชเป็นเณรเป็นพระ ได้พรรษาสองพรรษาก็สึกไปก็มี หรือสี่ห้าพรรษาแล้วก็สึกไปก็มี เหมือนกับผลไม้เอาแน่นอนไม่ได้ ดอกไม้ผลไม้ถูกลมพัดตกลงไปเลยไม่ได้สุก จิตใจคนเราก็เหมือนกัน พอถูกอารมณ์มาพัดไป ดึงไป ก็ตกไปเหมือนกับผลไม้



พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเห็นเหมือนกัน เห็นสภาพธรรมชาติของผลไม้ ใบไม้ แล้วก็นึกถึงสภาวะของพระเณรซึ่งเป็นบริษัท บริวารของท่านก็เหมือนกัน มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ย่อมจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติถ้ามีปัญญา พิจารณาดูอยู่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีครูอาจารย์แนะนำพร่ำสอนมากมาย



พระพุทธเจ้าของเรา ที่จะทรงผนวชในพระชาติที่เป็นพระชนกกุมารนั้น ท่านก็ไม่ได้ศึกษาอะไรมากมายท่านไปทรงเห็นต้นมะม่วงในสวนอุทยานเท่านั้น คือวันหนึ่ง พระชนกกุมารได้เสด็จไปชมสวนอุทยานกับ พวกอำมาตย์ทั้งหลาย ได้ทรงเห็นต้นมะม่วงต้นหนึ่ง กำลังออกผลงามๆ มากมาย ก็ตั้งพระทัยไว้ว่า ตอนกลับจะแวะเสวยมะม่วงนั้น



แต่เมื่อพระชนกกุมารเสด็จผ่านไปแล้ว พวกอำมาตย์ก็พากันเก็บผลมะม่วงตามใจชอบ ฟาดด้วยกระบองบ้าง แส้บ้าง เพื่อให้กิ่งหัก ใบขาด จะได้เก็บผลมะม่วงมากิน



พอตอนเย็น พระชนกกุมารเสด็จกลับ ก็จะทรงเก็บมะม่วง เพื่อจะลองเสวยว่าจะมีรสอร่อยเพียงใด แต่ก็ไม่มีมะม่วงเหลือเลยสักผล มีแต่ต้นมะม่วงที่กิ่งก้านหักห้อยเกะกะ ใบก็ขาดวิ่น เมื่อไต่ถาม ก็ทรงทราบว่าพวกอำมาตย์เหล่านั้นได้ใช้กระบอง ใช้แส้ฟาดต้นมะม่วงนั้นอย่างไม่ปรานี เพื่อที่จะเอาผลของมันมาบริโภคฉะนั้นใบของมันจึงขาดกระจัดกระจาย กิ่งของมันก็หัก ห้อยระเกะระกะ



เมื่อพระองค์ทรงมองมะม่วงสักต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็ทรงเห็นมะม่วงต้นนั้นยังมีกิ่งก้านแข็งแรง ใบดกสมบูรณ์ มองดูน่าร่มเย็น จึงทรงดำริว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? ก็ทรงได้คำตอบว่า เพราะมะม่วงต้นนั้นมันไม่มีผล คนก็ไม่ต้องการมัน ไม่ขว้างปามัน ใบของมันก็ ไม่หล่นร่วง กิ่งของมันก็ไม่หัก



พอพระองค์ทรงเข้าพระทัยในเหตุเท่านั้น ก็พิจารณามาตลอดทางที่เสด็จกลับ ทรงรำพึงว่า ที่ทรงมีความทุกข์ยากลำบาก ก็เพราะเป็นพระมหากษัตริย์ ต้องทรงห่วงใยราษฎร ต้องคอยป้องกันแผ่นดินจากข้าศึกศัตรู ที่คอยจะมาโจมตีตรงนั้นตรงนี้อยู่วุ่นวาย แม้จะนอนก็ไม่เป็นสุข บรรทมแล้วก็ยังทรงฝันถึงอีก แล้วก็ทรงนึกถึงต้นมะม่วงที่ไม่มีผลต้นนั้น ที่มีใบสดดูร่มเย็น แล้วทรงดำริว่า จะทำอย่างมะม่วงต้นนั้นจะไม่ดีกว่าหรือ ?



พอถึงพระราชวัง ก็ทรงพิจารณาอยู่แต่ในเรื่องนี้ในที่สุดก็ตัดสินพระทัยออกทรงผนวช โดยอาศัยต้นมะม่วงนั้นแหละ เป็นบทเรียนสอนพระทัย ทรงเปรียบเทียบพระองค์เองกับมะม่วงต้นนั้น แล้วเห็นว่าถ้าไม่พัวพันอยู่ในเพศฆราวาส ก็จะได้เป็นผู้ไปคนเดียว ไม่ต้องกังวัลทุกข์ร้อน เป็นผู้มีอิสระ จึงออกผนวช



หลังจากทรงผนวชแล้ว ถ้ามีผู้ใดทูลถามว่า ใครเป็นอาจารย์ของท่าน ? พระองค์ก็จะทรงตอบว่า "ต้นมะม่วง" ใครเป็นอุปัชฌาย์ของท่าน ? พระองค์ก็ทรงตอบว่า "ต้นมะม่วง" พระองค์ไม่ต้องการคำพร่ำสอนอะไรมากมาย เพียงแต่ทรงเห็นต้นมะม่วงนั้นเท่านั้น ก็ทรงน้อมเข้าไปในพระทัย เป็นโอปนยิกธรรม สละราชสมบัติทรงเป็นผู้ที่มักน้อย สันโดษ อยู่ในความสงบผ่องใส



นี้คือในสมัยที่พระองค์ (พระพุทธเจ้า) ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ได้ทรงบำเพ็ญธรรมเช่นนี้มาโดยตลอดอันที่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันเตรียมพร้อมที่จะสอนเราอยู่เสมอ ถ้าเราทำปัญญาให้เกิดนิดเดียวเท่านั้น ก็จะรู้แจ้งแทงตลอดในโลก



ต้นไม้เครือเขาเถาวัลย์เหล่านั้น มันแสดงลักษณะอาการตามความจริงตามธรรมชาติอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้ามีปัญญาเท่านั้นก็ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปศึกษาที่ไหน ดูเอาที่มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติเท่านั้น ก็ตรัสรู้ธรรมได้แล้ว เหมือนอย่างพระชนกกุมาร



ถ้าเรามีปัญญา ถ้าเราสังวร สำรวม ดูอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่ตามธรรมชาติอันนั้น มันก็ปลงอนิจจัง ทุกขังอนัตตาได้เท่านั้น เช่นว่า ต้นไม้ทุกต้นที่เราเห็นอยู่บนพื้นปฐพีนี้ มันก็เป็นไปในแนวเดียวกัน เป็นไปในแนวอนิจจังทุกขัง อนัตตา ไม่เป็นของแน่นอนถาวรสักอย่าง มันเหมือนกันหมด มีเกิดขึ้นแล้วในเบื้องต้น แปรไปในท่ามกลาง ผลที่สุดก็ดับไปอย่างนี้



เมื่อเราเห็นต้นไม้เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็น้อมเข้ามาถึงตัวสัตว์ ตัวบุคคล ตัวเราหรือบุคคลอื่นก็เหมือนกันมีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้นในท่ามกลางก็แปร ไป เปลี่ยนไป ผลที่สุดก็สลายไป นี่คือธรรมะ



ต้นไม้ทุกต้นก็เป็นต้นไม้ต้นเดียวกัน เพราะว่ามันเหมือนกันโดยอาการที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วก็แปรไป แล้วมันก็เปลี่ยนไป หายไป เสื่อมไปดับสิ้นไปเป็นธรรมดา



มนุษย์เราทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าเป็นผู้มีสติอยู่รู้อยู่ ศึกษาด้วยปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็จะเห็นธรรมอันแท้จริง คือเห็นมนุษย์เรานี้ เกิดขึ้นมาเป็นเบื้องต้น เกิดขึ้นมาแล้วก็ตั้งอยู่ เมื่อตั้งอยู่แล้วก็แปรไปแล้วก็เปลี่ยนไป สลายไป ถึงที่สุดแล้วก็จบ ทุกคนเป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น คนทุกคนในสากลโลกนี้ ก็เป็นอันเดียวกัน ถ้าเราเห็นคนคนเดียวชัดเจนแล้ว ก็เหมือนกับเห็นคนทั้งโลก มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น



ทุกสิ่งสารพัดนี้เป็นธรรมะ สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตา คือใจของเรานี้ เมื่อความคิดเกิดขึ้นมา ความคิดนั้นก็ตั้งอยู่ เมื่อตั้งอยู่แล้วก็แปรไป เมื่อแปรไปแล้ว ก็ดับสูญไปเท่านั้น นี้เรียกว่า "นามธรรม" สักแต่ว่าความรู้สึกเกิดขึ้นมา แล้วมันก็ดับไป นี่คือความจริงที่มันเป็นอยู่อย่างนั้น ล้วนเป็นอริยสัจจธรรมทั้งนั้น ถ้าเราไม่มองดูตรงนี้ เราก็ไม่เห็น



ฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา เราก็จะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า



พระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงไหน ?

พระพุทธเจ้าอยู่ที่พระธรรม



พระธรรมอยู่ที่ตรงไหน ?

พระธรรมอยู่ที่พระพุทธเจ้า อยู่ตรงนี้แหละ



พระสงฆ์อยู่ที่ตรงไหน ?

พระสงฆ์อยู่ที่พระธรรม



พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็อยู่ในใจของเราแต่เราต้องมองให้ชัดเจน บางคนเก็บเอาความไปโดยผิวเผิน แล้วอุทานว่า "โอ ! พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของฉัน" แต่ปฏิปทานั้นไม่เหมาะไม่สมควร มันก็ไม่เข้ากันกับการที่จะอุทานเช่นนั้น เพราะใจของผู้ที่อุทานเช่นนั้น จะต้องเป็นใจที่รู้ธรรมะ



ถ้าเราตรงไปที่จุดเดียวกันอย่างนี้ ก็จะเห็นว่าความจริงในโลกนี้มีอยู่ นามธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดเป็นของไม่แน่นอน มีความโกรธเกิดขึ้นมาแล้ว ความโกรธตั้งอยู่แล้ว ความโกรธก็แปรไป เมื่อความโกรธแปรไปแล้ว ความโกรธก็สลายไป



เมื่อความสุขเกิดขึ้นมาแล้ว ความสุขนั้นก็ตั้งอยู่เมื่อความสุขตั้งอยู่แล้ว ความสุขก็แปรไป เมื่อความสุขแปรไปแล้ว ความสุขมันก็สลายไปหมด ก็ไม่มีอะไร มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ทุกกาลเวลา ทั้งของภายในคือ นามรูปนี้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ ทั้งของภายนอก คือต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์เหล่านี้มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ นี่เรียกว่าสัจจธรรม



ถ้าใครเห็นธรรมชาติก็เห็นธรรมะ ถ้าใครเห็นธรรมะก็เห็นธรรมชาติ ถ้าผู้ใดเห็นธรรมชาติ เห็นธรรมะผู้นั้นก็เป็นผู้รู้จักธรรมะนั่นเอง ไม่ใช่อยู่ไกล



ฉะนั้น ถ้าเรามีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน ผู้รู้ทั้งหลายก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นมา ให้รู้ ให้เห็นธรรมะตามเป็นจริงทุกกาลเวลา



พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านยังไม่ตาย แต่คนมักเข้าใจว่าท่านตายไปแล้ว นิพพานไปแล้ว ความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นท่านไม่นิพพาน ท่านไม่ตายท่านยังอยู่ ท่านยังช่วยมนุษย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้านั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ใครทำดีต้องได้ดีอยู่วันหนึ่ง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว นี่เรียกว่าพระธรรมพระธรรมนั้นแหละเรียกว่า พระพุทธเจ้า และก็ธรรมะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าของเรา เป็นพระพุทธเจ้า



ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้น้ำมีขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว



อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริงที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี่เองจึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า



เมื่อพระองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ก็ทรงเป็นเพียง "เจ้าชายสิทธัตถะ" ต่อเมื่อตรัสรู้ธรรมแล้ว จึงได้ทรงเป็น "พระพุทธเจ้า" บุคคลทั้งหลายก็เหมือนกันผู้ใดสามารถตรัสรู้ธรรมได้ ผู้นั้นก็เป็นพุทธะ



ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงยังมีอยู่ ยังเมตตากรุณาสัตว์ทั้งหลาย ยังช่วยมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอยู่ ถ้ามนุษย์ผู้ใดมีความประพฤติปฏิบัติดี จงรักภักดี พระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ผู้นั้นก็จะมีคุณงามความดีอยู่ตลอดทุกวันฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา ก็จะเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าเราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา



ในการปฏิบัติธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อยู่ในที่สงบ สำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต นี้เป็นหลักไว้ เพราะสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นที่ตรงนี้ ไม่เกิดที่อื่นความดีทั้งหลายเกิดขึ้นที่นี่ ความชั่วทั้งหลายเกิดขึ้นที่นี่ พระพุทธเจ้าจึงให้สังวรสำรวมให้รู้จักเหตุที่มันเกิดขึ้น



ความจริง พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกทรงสอนไว้หมดทุกอย่างแล้ว เรื่องศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดีตลอดจนข้อประพฤติปฏิบัติทุกประการก็ทรงพร่ำสอนไว้หมดทุกอย่าง เราไม่ต้องไปคิด ไปบัญญัติอะไรอีกแล้วเพียงให้ทำตามในสิ่งที่ท่านทรงสอนไว้เท่านั้น นับว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญ มีโชคอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบหนทางที่ท่านทรงแนะทรงบอกไว้แล้ว คล้ายกับว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงสร้างสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์พร้อมไว้ให้เรา แล้วก็เชิญให้พวกเราทั้งหลายไปกินผลไม้ในสวนนั้น โดยที่เราไม่ต้องออกแรงทำอะไรในสวนนั้นเลย เช่นเดียวกับคำสอนในทางธรรม ที่พระองค์ทรงสอนหมดแล้ว ยังขาดแต่บุคคลที่จะมีศรัทธาเข้าไปประพฤติปฏิบัติเท่านั้น



ฉะนั้น พวกเราทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่มีโชคมีบุญมากเพราะเมื่อมองไปที่สัตว์ทั้งหลาย แล้ว จะเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เช่น วัว ควาย หมู หมา เป็นต้น เป็นสัตว์ที่อาภัพมาก เพราะไม่มีโอกาสที่จะเรียนธรรม ไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสที่จะรู้ธรรม ฉะนั้นก็หมดโอกาสที่จะพ้นทุกข์ จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ที่อาภัพ เป็นสัตว์ที่ต้องเสวยกรรมอยู่



ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทั้งหลายจึงไม่ควรทำตัวให้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ คือไม่มีข้อประพฤติ ไม่มีข้อปฏิบัติ อย่าให้เป็นคนอาภัพ คือ คนหมดหวังจากมรรค ผลนิพพาน หมดหวังจากคุณงามความดี อย่าไปคิดว่าเราหมดหวังเสียแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้น จะเป็นคนอาภัพเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย คือไม่อยู่ในข่ายของพระพุทธเจ้า



ฉะนั้น เมื่อมนุษย์เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีเช่นนี้แล้ว จึงควรที่จะปรับปรุงความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นของตนให้อยู่ในธรรม จะได้รู้ธรรม เห็นธรรม ในชาติกำเนิดที่เป็นมนุษย์นี้ ให้สมกับที่เกิดมาเป็นสัตว์ที่ควรตรัสรู้ธรรมได้



ถ้าหากเราคิดไม่ถูก ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ มันก็จะกลับไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นยักษ์ เป็นผี เป็นสารพัดอย่าง มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? ก็ขอให้มองดูในจิตของเราเอง



เมื่อความโกรธเกิดขึ้น มันเป็นอย่างไร ? นั่นแหละ !

เมื่อความหลงเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างไร ? นั่นแหละ !

เมื่อความโลภเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างไร ? นั่นแหละ !



สภาวะทั้งหลายเหล่านี้แหละ มันเป็นภพ แล้วก็เป็นชาติ เป็นความเกิดที่เป็นไปตามสภาวะแห่งจิตของตน







คัดลอกมาจาก [url=http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=764]::

__________________

http://www.wimutti.net