พุทธศาสตร์ศึกษาโดยวิธีอุปมาอุปมัย
เรื่อง "วิธีทำบุญให้ได้ผลที่สุด" (ตอนที่ ๕ การแผ่เมตตา)
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์
ข้อปฏิบัติประการหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ของผู้ที่ปฏิบัติธรรม หลังจากการสวดมนต์ภาวนา และปฏิบัติกัมมัฏฐานแล้ว คือ "การสวดแผ่เมตตา" ซึ่งมีบทสวดเป็นภาษาบาลีที่อ่านเป็นไทยได้ว่า "สัพ เพ สัตตา สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ สัพเพ สัตตา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ" แปลเป็นไทยได้ว่า "สัตว์โลกทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น จงอย่ามีเวรซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด จงอย่าพยาบาท เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอย่ามีความลำบาก จงอย่ามีความเดือดร้อน จงอย่ามีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย"
การสวดแผ่เมตตานี้เป็นบุญกิริยาอย่างหนึ่งจัดอยู่ในประเภท "การทำทาน" ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๒ และเป็นกิจกรรมที่มีส่วนช่วยให้เจตสิกของท่านผู้นั้นได้รับการฝึกและพัฒนา เกิดเป็น "อัปปมัญญาเจตสิก" ที่เฝ้าคอยกระตุ้นจิตให้ระลึก มีอารมณ์มีความสงสารเห็นใจผู้ที่กำลังได้รับทุกข์เวทนา มีความอยากที่จะช่วยเหลือให้เขาพ้นจากทุกข์ที่กำลังได้รับอยู่ หรือ กำลังจะได้รับ ไม่นิ่งดูดายต่อทุกข์ของผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เขาได้รับทุกข์กาย ทุกข์ใจ อยู่เป็นประจำ "อัปปมัญญาเจตสิก" นี้เป็นเจตสิกหนึ่งในกลุ่ม "โสภณเจตสิก" ซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายกุศลที่คอยกระตุ้นให้จิตเป็นกุศลระลึกแนบแน่นอยู่กับความ ดีงาม ปราศจากความเร่าร้อน ตั้งอยู่ในศีลธรรม เว้นจากการกระทำบาป ทุจริตต่างๆ อยู่ตลอดเวลา สามารถประหาร "โลภเจตสิก" ที่คอยกระตุ้นให้จิตมีตัณหาอารมณ์มีความกระหายทะเยอทะยาน อยากได้อยากเป็น ได้เป็นอย่างดี จึงส่งผลให้เกิดกุศลเจตนาขึ้น ตั้งใจประกอบแต่กุศลกรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว
คำ ว่า "เมตตา" หมายถึง ไมตรี ความรัก ความปรารถนาดี ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจดีต่อกัน ความใส่ใจ หรือต้องการสร้างเสริมประโยชน์สุขให้แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เมตตา จัดเป็นธรรมพื้นฐานของใจขั้นแรก ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งทำให้มองกันในแง่ดี หวังดีต่อกัน พร้อมที่จะรับฟัง และเจรจากันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ยึดเอาความเห็นแก่ตัว มีอคติ คือ ความโกรธ ความเกลียด เป็นที่ตั้ง
การแสดงความเมตตา หรือ การแผ่เมตตานี้ เป็นธรรมชาติ หรือคุณสมบัติพื้นฐานของจิตมนุษย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่ ประเสริฐอยู่แล้ว ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนที่เป็นโรคทางจิต คลุ้มคลั่งจนไม่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะของตนได้ หรือ มีจิตโหดเหี้ยมที่สุดจนไม่อาจจะสมมุตินามของผู้นั้นได้ว่า เป็นมนุษย์ จะต้องมีการแสดงความเมตตาออกทางจิตอยู่เป็นประจำ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกิเลสสันดานที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่เจ้าตัวมิได้สังเกตจดจำไว้เท่านั้น อาทิ วันไหนที่มีอารมณ์ดี เจ้าตัวจะยินดีพอใจที่จะกล่าวทักทายปราศรัยกับเพื่อนบ้าน หยอกล้อกับสัตว์เลี้ยงมากเป็นพิเศษ หรือ บางครั้ง ขับรถจะไปทำงาน เปิดวิทยุในรถรับฟังสถานีวิทยุกระจายเสียง จส.๑๐๐ หรือ สวพ.๙๑ ได้ทราบข่าว รถบัสแสวงบุญประสบอุบัติเหตุตกเหวระหว่างเดินทาง มีผู้โดยสารบาดเจ็บ ล้มตายเป็นเรือนร้อย "อัปปมัญญาเจตสิก" ก็จะกระตุ้นให้จิตเกิดความรู้สึกสลดใจ สมเพช สงสารในทุกข์เวทนาของบุคคลเหล่านั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ธรรมชาติ ของจิตในเรื่องความเมตตานี้ หากกล่าวในเชิงอุปมา ก็เปรียบได้กับต้นไม้ผล หรือต้นไม้ดอก ซึ่งต่อไปจะเรียกวา "ต้นเมตตา" ที่ได้เจริญเติบโตขึ้นมาโดยธรรมชาติ ปราศจากเจ้าของที่หมั่นเฝ้าดูแลพรวนดิน ให้ปุ๋ย รดน้ำ เมื่อถึงฤดูกาล ต้นเมตตาก็จะให้ผล หรือให้ดอก ผลิบานสุกงอม แล้วก็ร่วงหล่นลงดินเป็นอาหารของนก กา กระรอก หรือสัตว์อื่นๆ โดยที่ มิได้บังเกิดประโยชน์แก่เจ้าของต้นเมตตานั้นแต่อย่างใด เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากต้นเมตตาไม่ว่าจะเป็นดอก หรือผลนี้ ย่อมจะไม่สมบูรณ์ได้ทัดเทียมกับต้นเมตตาที่เจ้าของเอาใจใส่ หมั่นดูแลพรวนดิน ให้ปุ๋ย รดน้ำ อยู่เป็นประจำ เมื่อใดก็ตาม ที่เจ้าของได้เอาใจใส่รดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย ต้นเมตตานั้นย่อมจะเจริญเติบใหญ่ มีลำต้นอวบใหญ่แข็งแรง มีรากแก้วงอกยาวฝังลึกลงไปในดิน ยึดแน่นจนยากที่จะโค่นล้มได้ ดอก หรือผลของต้นเมตตาก็จะมีขนาดใหญ่ มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น สี หรือ รส จัดเป็นผลผลิตที่อำนวยประโยชน์ให้แก่เจ้าของได้อย่างแท้จริง
จึง กล่าวได้ว่า "เมตตา" นี้เป็นหลักธรรมประจำใจของแต่ละบุคคล และเป็นหลักธรรมพื้นฐานสำหรับสร้างความสามัคคีและเอกภาพของหมู่ชน หรือ ที่เรียกว่า "สารณียธรรม" ซึ่งสามารถแสดงออกได้ทั้งทางกาย คือ "เมตตากายกรรม" ได้แก่ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เมื่อเห็นคนยืนตากแดดรอจะข้ามถนน เราหยุดรถให้เขาข้ามถนน การแสดงกิริยาสุภาพเคารพนับถือกัน เช่น เมื่อมีคนหยุดรถให้เราข้ามถนน เราแสดงกิริยาขอบคุณ เคารพในน้ำใจดีของเขาด้วยการน้อมศีรษะ ส่งยิ้มให้ เป็นต้น ทางวาจา คือ "เมตตาวจีกรรม" ได้แก่ การมีวาจาที่อ่อนหวานสุภาพ สอบถามสารทุกข์สุกดิบ บอกแจ้งแนะนำ กล่าวคำตักเตือนด้วยความหวังดี และจริงใจ และทางความคิดต่อกัน คือ "เมตตามโนกรรม" ได้แก่ การมองกันในแง่ดี มีความปรารถนาดี มีความหวังดี มีความสงสาร มีความเห็นใจ อยากช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ คิดทำประโยชน์ให้มีความสุข
เท่าที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมเป็นการยืนยันว่า การแสดงความเมตตาไม่ว่าจะโดยทางกาย วาจา หรือ ทางใจนั้น มิใช่เป็นข้อปฏิบัติที่ยุ่งยากลำบากเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตของมนุษย์อยู่แล้ว เพียงแต่เราให้ความสนใจหมั่นทำนุบำรุง ฝึกฝน บริหาร เฝ้ากระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกว่า จะต้องถือปฏิบัติเป็นกิจประจำวันเพื่อให้เป็นนิสัยที่จะขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับการ ตื่นนอนในตอนเช้า จะต้องเข้าห้องน้ำ ถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ แปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำ ฯลฯ "อัปปมัญญาเจตสิก" ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ยากที่จะลบล้างให้หมดสิ้นไป เช่นเดียวกับการตอกตะปูลงไปในเนื้อไม้ ตอกวันแรก ตะปูจะฝังลงไปในเนื้อไม้เพียงเล็กน้อย จึงไม่เป็นการยากที่จะถอนดึงตะปูนั้นออก ต่อมาในวันรุ่งขึ้น และวันถัดไป เมื่อเราตอกซ้ำเป็นประจำทุกๆ วัน ตะปูจะฝังลึกลงไปในเนื้อไม้ทุกที จนกระทั่ง ไม่สามารถถอนดึงเอาออกได้โดยกรรมวิธีธรรมดา
"เมตตา" เป็นส่วนหนึ่งของ "พรหมวิหาร ๔" ซึ่งประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ผู้ที่มีจิตใจเต็มเปี่ยมยึดมั่นถือปฏิบัติอยู่ในหลัก "พรหมวิหาร ๔" เป็นประจำ จึงถือได้ว่า จิตของผู้นั้นได้รับการพัฒนาให้เป็นที่อยู่อาศัยของพรหม เพราะคำว่า "วิหาร" แปลว่า "ที่อยู่อาศัย" คำว่า "พรหม" ตามหลักของพระพุทธ ศาสนานั้น มิได้หมายความถึง พระพรหมซึ่งเป็นเทพเจ้าชั้นสูงที่สำคัญยิ่งพระองค์หนึ่งตามหลักศาสนาฮินดู พราหมณ์ เพราะเป็นผู้ที่สร้างโลก จึงได้มีการนิยมสร้างรูปปั้น รูปหล่อแทนพระองค์ของท่าน แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อเคารพสักการะบูชาเป็นที่พึ่งทางใจ แต่มีความหมายว่า "ท่านผู้เป็นใหญ่" ท่านผู้เป็นใหญ่ในที่นี้ หมายถึง ผู้ประเสริฐ คือ ผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางยิ่งใหญ่ หรือ ยิ่งใหญ่ด้วยคุณธรรมความดีงาม
ความหมายของคำว่า "พรหมวิหาร ๔" นี้ ตรงกับคำศัพท์บาลีว่า "อัปปมัญญา ๔" และคำว่า "อัปปมัญญาเจตสิก" ที่ปรากฏอยู่ในพระอภิธรรม ซึ่งผมได้กล่าวถึงข้างต้น ก็คือ "ธรรมชาติ ที่กระตุ้นให้จิตมีความรู้สึกเมตตา สงสาร เห็นใจ อยากจะช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ที่กำลังได้รับทุกข์อยู่ หรือที่จะได้รับทุกข์ในภายภาคหน้า ให้มีความสุขโดยทั่วถ้วนหน้า ความรู้สึกนี้สามารถแผ่กระจายไปถึงมนุษย์สัตว์ทั้งหลายทุกหนทุกแห่งอย่าง สม่ำเสมอทั่วกัน ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต" การที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสมมุติบัญญัติคำว่า "พรหม" ขึ้นเพื่อใช้ในการสื่อความหมายของสัจจธรรมที่เกี่ยวข้องไว้หลายประการ อาทิ พรหมจรรย์ พรหมกาย รูปพรหม อรูปพรหม นั้น แสดงให้เห็นถึงพระปัญญาคุณของพระพุทธองค์ที่จะทรง หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือสวนกระแสความเลื่อมใส เชื่อมั่นในลัทธิศาสนาดั้งเดิมที่มีอยู่ในท้องถิ่น การเสด็จจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศอินเดียเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาจึงเป็นไปได้ด้วยดี
การสวดแผ่เมตตาจึงเป็นการปฏิบัติในลักษณะ "เมตตามโนกรรม" ซึ่งจะบังเกิดเป็นอานิสงส์แก่ผู้ปฏิบัติดังที่ได้แสดงไว้ใน อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ดังนี้
การมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่าสร้างวิหารทานถวายสงฆ์
การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานศีล ๕ มีผลมากกว่าการมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
การที่มีจิตเจริญด้วยเมตตาแม้เพียงเวลาชั่วสูดของหอมมีผลมากกว่าการมีจิตเลื่อมใสสมาทานศีล ๕
อย่างไรก็ตาม หากการสวดแผ่เมตตา รวมทั้งการสวดมนต์ ไม่ว่า จะเป็นบทสวดมนต์ "อิติปิโส ภควา...." ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่พุทธศาสนิกชนทุกท่านรู้จักดีเพราะต้องสวดบทนี้กันมา ตั้งแต่เริ่มเรียนหนังสือ หรือจะเป็นบทสวดพระคาถา "ชินปัญชร" ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และการสวดพระคาถาของพระเกจิอาจารย์ต่างๆ เป็นการสวดในลักษณะท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ย่อมจะไม่บังเกิดประโยชน์ ไม่บังเกิดความขลังตามที่ผู้สวดได้ตั้งจิตปรารถนาไว้ เว้นแต่ว่า ในระหว่างที่ทำการสวดภาวนานั้น ผู้สวดได้ตั้งสติกระตุ้นให้จิตเกาะติด หรือน้อมดิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว คือ มีความเมตตาระลึกไปถึงผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ โดยไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง แม้แต่ผู้ที่เคยเป็นศัตรู ผู้ที่เคยอิจฉาริษยา หรือมีเจตนาร้ายอื่นๆ แก่เรา ที่กำลังประสบความทุกข์เวทนาอยู่ เช่น ผู้ที่ต้องมีส่วนร่วมได้รับเคราะห์กรรมจากวิกฤติปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ต้องแปรสภาพจากจากผู้ที่เคยมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง มีเงินเดือน มีรายได้ฐานะดี มาเป็นแม่ค้าขายข้าวแกง คนขายของข้างถนน แล้วตั้งอธิษฐานจิตขอให้เขาเหล่านั้นพ้นทุกข์ หรือผ่อนบรรเทาทุกข์ กลับมามีฐานะดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
การ บริกรรมภาวนานี้ จึงน้อมนำให้จิตเข้าไปสู่ภาวะให้พุ่งดิ่งเข้าสู่สิ่งที่ศรัทธาเลื่อมใส เชื่อถือ นิยมชื่นชอบ และด้วยแรงศรัทธานี้เองจะเพิ่มพลังให้จิตพุ่งแล่นไปในทางเดียวด้วยความกล้า หาญ เข้มแข็งมั่นคงและมั่นใจ เปี่ยมล้นด้วยความเพียร มีความปิติปราโมทย์ แล้วตามมาด้วยความสงบนิ่งบังเกิดเป็นสมาธิขึ้น อานิสงส์ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นจึงจะเกิดขึ้น และเมื่อได้ถือปฏิบัติในลักษณะนี้เป็นประจำ จนเป็นนิสัย เจตสิกของผู้ปฏิบัติย่อมได้รับการบริหาร ได้รับการพัฒนาเป็นโสภณเจตสิกที่คอยเฝ้ากระตุ้นเตือนจิตให้ใฝ่แต่กุศลอยู่ อย่างสม่ำเสมอ มีความมั่นคง ไม่เสื่อมถอยให้อกุศลเจตสิกฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงได้ ดังเช่นข้ออุปมาเรื่องการตอกตะปูลงในเนื้อไม้ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และบังเกิดผลเป็นบารมีที่เรียกว่า ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติเมื่อครั้งยังเสวยพระชาติเป็นพระ โพธิสัตว์ ก่อนที่จะได้ทรงปฏิสนธิมาเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายสิทธิทัตถะ แล้วได้ตรัสรู้ในที่สุด
เรียบเรียง ณ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๑
*********************
เอกสารอ้างอิง
๑. หนังสือ "พุทธธรรม", พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุต.โต) มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๒. "เจตสิกปรมัตถ์", ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุคนธ์), มูลนิธิปริญญาธรรม
ที่มาตามลิ้งค์.....
http://www.dabos.or.th/tm5.html
10/14/2009
กวีธรรมะ ประพันธ์โดยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
บรมศาสดาศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระนวโลกุตตรธรรม ๙ ประการ
และพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้น
บัดนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวซึ่งธรรมขันธ์โดยสังเขปตามสติปัญญาฯ
ยังมีท่านคนหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเที่ยวผายผัน
เขาบอกว่าสุขมีที่ไหนก็อยากไป แต่เที่ยวหมั่นไปมาอยู่ช้านาน
นิสัยท่านนั้นรักตัวกลัวตายมาก อยากจะพ้นแท้ๆ เรื่องแก่ตาย
วันหนึ่งท่านรู้จริงซึ่งสมุทัยพวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่หาย
เปรียบเหมือนดังกายนี้เอง ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์คลาย
แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้นเบา ดำเนินไปเมินมาอยู่หน้าเขา
จะกลับไปป่าวร้องพวกพ้องเล่า ก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้า
เป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อ ดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทำสอพลอ
เดี๋ยวถูกยอถูกติเป็นเรื่องเครื่องรำคาญ ยังมีบุรุษคนหนึ่งคิดกลัวตายน้ำใจฝ่อ
มาหาแล้วพูดตรงๆ น่าสงสาร ถามว่าท่านพากเพียรมาก็ช้านาน
เห็นธรรมที่จริงแล้วหรือยังที่ใจหวัง เอ๊ะ! ทำไมจึงรู้ใจฉัน
บุรุษผู้นั้นก็อยากอยู่อาศัย ท่านว่าดีดีฉันอนุโมทนา
จะพาดูเขาใหญ่ถ้ำสนุกทุกข์ไม่มี คือ กายคตาสติภาวนา
ชมเล่นให้เย็นใจหายเดือดร้อน หนทางจรอริยวงศ์
จะไปหรือไม่ไปฉันไม่เกณฑ์ ไปหลอกเล่นบอกความให้ตามจริง
แล้วกล่าวปริศนาท้าให้ตอบ ปริศนานั้นว่าระวิ่งคืออะไร
ตอบวิ่งเร็วคือวิญญาณอาการใจ เดินเป็นแถวตามแนวกัน
สัญญาตรงไม่สงสัย ใจอยู่ในวิ่งไปมา
สัญญาเหนี่ยวภายนอกหลอกลวงจิต ทำให้จิตวิ่นวายเที่ยวส่ายหา
หลอกเป็นธรรมต่างๆ อย่างมายา ถามว่าห้าขันธ์ใครพ้นจนทั้งปวง
แก้ว่าใจซิพ้นอยู่คนเดียว ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันติดสิ้นพิศวง
หมดที่หลงอยู่เดียวดวง สัญญาทะลวงไม่ได้หมายหลงตามไป
ถามว่าที่ตายใครเขาตายที่ไหนกัน แก้ว่าสังขารเขาตายทำลายผล
ถามว่าสิ่งใดก่อให้ต่อวน แก้ว่ากลสัญญาพาให้เวียน
เชื่อสัญญาจึงผิดคิดยินดี ออกจากภพนี้ไปภพนั้นเที่ยวหันเหียน
เลยลืมจิตจำปิดสนิทเนียน ถึงจะเพียรหาธรรมก็ไม่เห็น
ถามว่าใครกำหนดใครหมายเป็นธรรม แก้ว่าใจกำหนดใจหมาย
เรื่องหาเจ้าสัญญานั้นเอง คือว่าดีว่าชั่วผลักจิตติดรักชัง
ถามว่ากินหนเดียวเที่ยวไม่กิน แก้ว่าสิ้นอยากดูไม่รู้หวัง
ในเรื่องเห็นต่อไปหายรุงรัง ใจก็นั่งแท่นนิ่งทิ้งอาลัย
ถามว่าสระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ แก้ว่าธรรมสิ้นอยากจากสงสัย
ใสสะอาดหมดราคีไม่มีภัย สัญญาในนั้นพรากสังขารขันธ์นั้นไม่ถอน
ใจจึงเปี่ยมเต็มที่ไม่มีพร่อง เงียบสงัดดวงจิตไม่คิดตรอง
เป็นของควรชมชื่นทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน
หากแม้นเหมือนรู้จริงทิ้งสังขาร หมดความอยากเป็นยิ่งสิ่งสำคัญ
จำส่วนจำกั้นอยู่ไม่ก้ำเกิน ใจไม่เพลินทั้งสิ้นหายดิ้นรน
เหมือนอย่างว่ากระจกส่องหน้า ส่องแล้วอย่าคิดติดสัญญา
เพราะสัญญานั้นดังเงา อย่างได้เมาไปตามเรี่องเครื่องสังขาร
ใจขยันจับใจที่ไม่ปน ไหวส่วนตนรู้แน่เพราะแปรไป
ใจไม่เที่ยวของใจใช่ต้องว่า รู้ขันธ์ห้าต่างชนิดเมื่อจิตใหว
แต่ก่อนนั้นหลงสัญญาว่าเป็นใจ สำคัญว่าในว่านอกจึงหลอกลวง
คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้ห่วง
เกิดก็ตามดับก็ตามสิ่งทั้งปวง ไม่ต้องหวงไม่ต้องกันหมู่สัญญา
เหมือนยืนบนยอดเขาสูงแท้แลเห็นดิน แลเห็นสินทุกตัวสัตว์แต่ว่าสูงยิ่งนัก
แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมา เป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได
ถามว่านี้ขึ้นลงตรงสัจจังนั้นหรือ ตอบว่าสังขารแปรก็ไม่ได้
ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใคร ขึ้นผลักไสจับต้องก็หมองมัว
ชั่วในจิตไม่ต้องคิดผิดธรรมดา สภาพสิ่งเป็นจริงดีชั่ว
ตามแต่เรื่องของเรื่องเปลื้องแต่ตัว ไม่พัวพันสังขารเป็นการเย็น
รู้จักจริงต้องทิ้งสังขารเมื่อผันแปรเมื่อแลเห็น เบื่อแล้วปล่อยได้คล่องไม่ต้องเกณฑ์
ธรรมก็ใจเย็นใจระงับดับสังขาร รับอาการถามว่าห้าหน้าที่มีครบครัน
แก้ว่าขันธ์แย่งแยกแจกห้าฐาน เรื่องสังขารต่างกองรับหน้าที่มีกิจการ
จะรับงานอื่นไม่ได้เต็มในตัว แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข
นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภทั่ว รวมลงตามสภาพตามเป็นจริง
ทั้ง ๘ สิ่งใจไม่หันไปพัวพัน เพราะว่ารูปขันธ์ก็ทำแก้ไข้มิได้ถ้วน
นานก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์ เพราะรับผลของกรรมที่ทำมา
เรื่องดีถ้าเพลิดเพลินเจริญใจ เรื่องชั่วขุ่นวุ่นจิตคิดไม่หยุด
เหมือนไฟจุดจิตหมองไม่ผ่องใส นึกขึ้นเองทั้งรักทั้งโกรธไม่โทษใคร
อยากไม่แก่ไม่ตายได้หรือคน เป็นของพ้นวิสัยจะได้เชย
เช่นไม่อยากให้จิตเที่ยวคิดรู้ อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพึ่งเฉย
จิตเป็นของผันแปรไม่แน่เลย สัญญาเคยอยู่ได้บ้างเป็นครั้งคราว
ถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์ ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้นเรื่องราว
ถ้ารู้ได้ย่างนี้จึงดียิ่ง เพราะเห็นจริงถอนหลุดสุดวิธี
ไม่ฝ่าฝืนธรรมดาตามเป็นจริง จะจนจะมีตามเรื่องเครื่องนอกใน
ดีหรือชั่วต้องดับเลื่อนลับไป ยึดสิ่งใดไม่ได้ตามใจหมาย
ในไม่เที่ยวของใจไหววะวับ สังเกตจับรู้ได้สบายยิ่งเล็กบังใหญ่รู้ไม่ทัน
ขันธ์บังธรรมไม่เห็นเป็นธุลีไป ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล
ถามว่า-มี-ไม่มี ไม่มีมีนี้คืออะไร
ทีนี้ติดหมดคิดแก้ไม่ไหว เชิญชี้ให้ชัดทั้งอรรถแปลโปรดแก้เถิด
ที่ว่าเกิดมีต่างๆ ทั้งเหตุผล แล้วดับไม่มีชัดใช่สัตว์คน
นี่ข้อต้นมีไม่มีอย่างนี้ตรง ข้อปลายไม่มีมีนี้เป็นธรรม
ที่ล้ำลึกใครพบจบประสงค์ ไม่มีสังขารมีธรรมที่มั่นคง
นั่นแลองค์ธรรมเอกวิเวกจริง ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผันเลิศพบสงบนิ่ง
เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง ระงับยิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ
ใจก็สร่างจากเมาหายเร่าร้อน ความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย
เรื่องพัวพันขันธ์ห้าชาสิ้นไป เครื่องหมุนในไตรจักรก็หักลง
ความอยากใหญ่ยิ่งก็ทิ้งหลุด ความรักหยุดหายสนิทสิ้นพิศวง
ร้อนทั้งปวงก็หายหมดดังใจจง เชิญเถิดขี้อีกสักอย่างหนทางใจ
สมุทัยของจิตที่ปิดธรรม แก้ว่าสมุทัยกว้างใหญ่นัก
ย่อลงคือความรักบีบใจทำลายขันธ์ ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์
เป็นเลิศกันสมุทัยมิได้มี จงจำไว้อย่างนี้วิถีจิต
ไม่ต้องคิดเวียนวนจนป่นปี้ ธรรมไม่มีอยู่เป็นนิจติดยินดี
ใจจากที่สมุทัยอาลัยตัว ว่าอย่างย่อทุกข์กับธรรมประจำจิต
จิตคิดรู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว จะสุขทุกข์เท่าไรมิได้กลัว
สร่างจากเครื่องมัวคือสมุทัยไปที่ดี รู้เท่านี้ก็จะคลายหายความร้อน
พอดักผ่อนสืบแสวงหาทางดี จิตรู้ธรรมลืมจิตที่ติดธุลี
ใจรู้ธรรมที่เป็นสุข ขันธ์ทุกขันธ์แน่ประจำ
ธรรมคงเป็นธรรม ขันธ์คงเป็นขันธ์เท่านั้นแล
คำว่าเย็นสบายหายเดือดร้อน หมายจิตถอนจากผิดที่ติดแก้
ส่วนสังขารขันธ์ปราศจากสุขเป็นทุกข์แท้ เพราะต้องแก่ไข้ตายไม่วายวัน
จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศจิตก็ถอน จากผิดเครื่องเศร้าหมองของแสลง
ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจ้งธรรมผิดหมดพิษใจ
จิตเห็นธรรมดีเลิศที่พ้น พบปะธรรมปลดเปลื้องเครื่องกระสัน
มีสติอยู่กับตัวบ่พัวพัน เรื่องรักขันธ์หายสิ้นขาดยินดี
สิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงใย ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย
เมื่อไม่ห้ามกลับไม่ฟุ้งยุ่งไป พึงรู้ได้ว่าบาปมีขื้นเพราะขืนจริง
ตอบว่าบาปเกิดได้เพราะไม่รู้ ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายยิ่ง
ชั่วทั้งปวงเงียบหายไม่ไหวติง ขันธ์ทุกสิ่งย่อมทุกข์ไม่สุขเลย
แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉย
ยึดความจำว่าเป็นใจหมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจำธรรมมานาน
ความจำผิดปิดไว้ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่นขันธ์ ๕ น่าสงสาร
ให้ยกตัวออกตนพ้นประมาณ เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไป
ไม่ได้ผลเที่ยวดูโทษคนอื่นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม
ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา ใจของเราเพียงระวังตั้งถนอม
อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย
เห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์ที่มั่นหมาย
ยึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ้ำร้ายกิเลสเข้ากลุ้มรุมกวน
เต็มทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งหลงนักหนักจิตคิดโทษหวล
ทั้งอารมณ์การห้าก็มาชวน ยกกระบวนทุกอย่างต่างๆ กัน
เพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน จึงไม่พ้นทุกข์ร้ายไปได้เลย
ถ้ารู้โทษของตัวแล้วอย่าช้าเฉย ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย
คงได้เชยชมธรรมอันเอกวิเวกจิต ไม่เพียงนั้นหมายใจไหวจากจำ
เห็นแล้วขำดูดูอยู่ไหว อารมณ์นอกดับระงับไปหมดปรากฏธรรม
เห็นธรรมแล้วย่อมหายวุ่นวายจิต จิตนั้นไม่ติดคู่
จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้อย่างนี้วิธีจิต
รู้เท่าที่ไม่เที่ยงจิตต้นฟื้นริเริ่ม คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้
รู้ต้นจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที
คำที่ว่ามืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป
จิตต้นที่เมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมอันเกิดเลิศโลกา
เรื่องจิตค้นวุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลิกถอนเปลื้องปลดหมดได้ไปสิ้น
ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง ธรรมดาของจิตต้องคิดนึก
พอรู้สึกจิตคุ้นพ้นรำคาญ เงียบสงัดจากมารเครื่องรบกวน
ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกัน เสื่อมทั้งนั้นคงไม่มีเลย
ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มันจะเบียดให้จิตไปติดเฉย
ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย เมื่อถึงเฮยหากรู้เองพลงของจิต
เหมือนดังมายาที่หลอกลวง ท่านว่าวิปัสสนูกิเลสจำแลงเพศ
เหมือนดังจริงที่แท้ไม่ใช่จริง รู้ขึ้นเองนามว่าความเห็น
ไม่ใช่เข่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม ทั้งไตรตรองแยกแยะและรูปนาม
ก็ใช่ความเห็นต้องจงเล็งดู จิตตนพ้นรำคาญ ต้นจิตรู้ตัวว่าสังขาร
เรื่องแปรปรวนใช่กระบวนไป ดูหรือรู้จริงอะไรรู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่
จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว จิตรุ้ไหวไหวก็จิตคิดกันไป
แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกัน จิตเป็นอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน
ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร ใจรู้เสื่อมรสหมดสงสัย
ขาดต้นคว้หาเรื่องเครื่องนอกใน เรื่องจิตอยากก็หยุดให้หายหิว
พ้นหนักใจทั้งหลายหายอิดโหย เหมือนฝนโปรยใจก็เย็นด้วยเห็นใจ
ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตค้นปัจจุบันพ้นหวั่นไหว
ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย เพราะดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง
อยู่เงียบๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวัง
ไม่ต้องวุ่นไม่ต้องวายหายระวัง นอนหรือนั่งนึกพ้นอยู่ต้นจิต
ท่านชี้มรรคทั้งหลักแหลม ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว
ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุดสมุทัย ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดี
ตอบว่าสมุทัยคืออาลัยรักเพลินยิ่งนัก ทำภพใหม่ไม่หน่ายหนี
ว่าอย่างต่ำกามคุณห้าเป็นการดี อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌาน
ถ้าจะจับตามวิธีมีในจิต ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร
เคยทั้งปวงเพลินมาเสียช้านาน กลับเป็นการดีไปให้เจริญจิต
ไปในส่วนที่ผิดก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน
สิ่งใดชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน เพลินจนเกินลืมตัวไม่กลัวภัย
เพลินโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน
โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนรกเสียเลย
โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก ลงวิบากไปตกนรกแสนสาหัส
หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคย เว้นเสียซึ่งโทษนั้นคงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย
เมื่อเห็นโทษตนชัดถึงตัดทิ้ง ทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้
เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัย เป็นโทษไหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง
ดีไม่ดีนี้เป็นผิดของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง
กำเริบโรคด้วยพิษผิดสำแดง ธรรมไม่แจ้งเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม
ความอยากดีมีมากมักลากจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม
สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่มร่ำไปไกลจากธรรม
ที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างฟุ้งทางยุ่งยิ่ง
เมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งใจสงบจบกันที
อันนี้ชื่อว่าขันธะวิมุติสมังคีธรรม ประจำอยู่กับที่ไม่มีอาการไปไม่มีอาการมา
สภาวธรรมที่เป็นจริงสิ่งเดียวเท่านั้น และไม่มีเรื่องจะแวะเวียน
สิ้นเนื้อความแต่เพียงเท่านี้ ผิดหรือถูกจงใช้ปัญญาตรองดูให้รู้เถิด
พระภูริทัตโต (มั่น) วัดสระปทุมวันเป็นผู้แต่ง
ป้ายกำกับ:
กวีธรรมะ ประพันธ์โดยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
10/13/2009
กาลก่อนหมดอายุพระพุทธศาสนา
พระ พุทธเจ้าได้อธิษฐานไว้ ด้วยอำนาจอภิญญาจิตว่า ก่อนพุทธศาสนาจะครบ 5000 ปี คือในเดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 ขอให้พระบรมสารีริธาตุซึ่งประดิษฐานในที่ต่างๆเสด็จมารวมตัวกัน เป็นองค์พระพุทธเจ้าและเทศน์แสดงธรรมแก่ เทวดาอยู่ตลอด 7 วัน 7 คืน
ในคราวนั้น เทพยดาหรือ ยักษ์ นาค ครุฑ อินทร์ พรหมผู้เป็นธาตุเวไนยจักได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ถึง 84,000 องค์
ผู้ที่ไปฟังธรรมในครั้งนั้น แม้มิได้บรรลุก็ย่อมได้อานิสงส์อย่างมากแล้ว
หลังจากนั้นจวนรุ่งอรุณในคืนที่ 7 พระบรมสารีริกธาตุที่ปรากฏเป็นนิมิตพระพุทธเจ้านั้นก็จะมีเพลิงธาตุเกิดขึ้น ถวายพระเพลิงเผาจนย่อยยับไปไม่มีเหลือ
ดังนั้นหากท่านที่ได้เกิด ในสวรรค์ ก็นับไปอีกประมาณ 2400 ปีเศษๆ ซึ่งสามารถคำนวณเป็นวันบนสวรรค์ชั้นต่างๆ คร่าวๆได้ดังนี้คือ
1.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมฯ เกิดมาได้ 48 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
2.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ฯ เกิดมาได้ 24 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
3.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นยามาฯ เกิดมาได้ 12 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
4.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นดุสิตฯ เกิดมาได้ 6 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
เมื่อถึงวันนั้น ก็ควรจะแวะไปยังสถานที่ตรัสรู้ของพระองค์เพื่อฟังธรรมจากพุทธนิมิตในวันนั้น
บนสวรรค์นั้น เช่นดาวดึงส์จะมีสิ่งที่น่ารื่นรมย์มากมาย ดังนั้นเมื่อไปเกิดแล้วควรระลึกเสมอว่าอย่าเพลิดเพลิน เมื่อผ่านไป 24 วันหากมัวแต่เพลิดเพลินก็จะพลาดโอกาสไปฟังธรรมจากพุทธนิมิตได้
นอกจากนั้นก็ สามารถหาโอกาสปฏิบัติธรรมต่อได้และสถานที่ฟังธรรมในเทวโลกก็ได้แก่ ศาลาสุธัมมาซึ่งมักจะมีพระพรหม มาเทศน์เสมอๆ
จาก เวปลานธรรม
__________________ในคราวนั้น เทพยดาหรือ ยักษ์ นาค ครุฑ อินทร์ พรหมผู้เป็นธาตุเวไนยจักได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ถึง 84,000 องค์
ผู้ที่ไปฟังธรรมในครั้งนั้น แม้มิได้บรรลุก็ย่อมได้อานิสงส์อย่างมากแล้ว
หลังจากนั้นจวนรุ่งอรุณในคืนที่ 7 พระบรมสารีริกธาตุที่ปรากฏเป็นนิมิตพระพุทธเจ้านั้นก็จะมีเพลิงธาตุเกิดขึ้น ถวายพระเพลิงเผาจนย่อยยับไปไม่มีเหลือ
ดังนั้นหากท่านที่ได้เกิด ในสวรรค์ ก็นับไปอีกประมาณ 2400 ปีเศษๆ ซึ่งสามารถคำนวณเป็นวันบนสวรรค์ชั้นต่างๆ คร่าวๆได้ดังนี้คือ
1.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมฯ เกิดมาได้ 48 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
2.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ฯ เกิดมาได้ 24 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
3.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นยามาฯ เกิดมาได้ 12 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
4.หากเกิดเป็นเทวดาชั้นดุสิตฯ เกิดมาได้ 6 วันทิพย์ ก็จะถึง เดือน ๑๒ พ.ศ. 4999 บนชมพูทวีป
เมื่อถึงวันนั้น ก็ควรจะแวะไปยังสถานที่ตรัสรู้ของพระองค์เพื่อฟังธรรมจากพุทธนิมิตในวันนั้น
บนสวรรค์นั้น เช่นดาวดึงส์จะมีสิ่งที่น่ารื่นรมย์มากมาย ดังนั้นเมื่อไปเกิดแล้วควรระลึกเสมอว่าอย่าเพลิดเพลิน เมื่อผ่านไป 24 วันหากมัวแต่เพลิดเพลินก็จะพลาดโอกาสไปฟังธรรมจากพุทธนิมิตได้
นอกจากนั้นก็ สามารถหาโอกาสปฏิบัติธรรมต่อได้และสถานที่ฟังธรรมในเทวโลกก็ได้แก่ ศาลาสุธัมมาซึ่งมักจะมีพระพรหม มาเทศน์เสมอๆ
จาก เวปลานธรรม
พระพุทธองค์ ทรงประทานของขวัญวันแต่งงาน
พระพุทธองค์ ทรงประทานของขวัญวันแต่งงาน
ในสมัยพุทธกาล พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ในกรุงสาวัตถี
มารดา ของกุมาริกาผู้หนึ่งได้จัดงานอาวาหมงคล คืองานมงคลสมรสในเรือนของตน ในวันมงคลได้นิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์
พระ ศาสดาอันหมู่แห่งพระภิกษุแวดล้อม ได้เสด็จไปในที่แห่งนั้น ประทับนั่งแล้ว หญิงผู้ที่เป็นเจ้าสาวในงานสมรสนั้นกระทำการบำรุงภิกษุ โดยกิจแห่งการกรองน้ำ เป็นต้น เพื่อหมู่แห่งภิกษุทั้งหลาย นางก็ได้เที่ยวไปๆ มาๆ บำรุงภิกษุอยู่ในที่แห่งนั้น
ฝ้าย เจ้าบ่าว ผู้เป็นที่ว่าสามีของนางได้ยืนแลดูนางแล้ว เมื่อเขาแลดูอยู่นั่นเอง ด้วยอำนาจแห่งราคะ คือกิเลสภายในย่อมฟุ้งซ่าน เขาถูกความหลงเข้าครอบงำ ย่อมกระทำให้ถึงความไม่รู้ตัว จึงไม่เข้าไปบำรุงพระบรมศาสดา ไม่บำรุงพระมหาเถระทั้ง ๘๐ ที่ตามเสด็จ คงได้แต่กระทำจิตคิดอยู่ว่า “เราจักเหยียดมือออกจับผู้ที่เป็นเจ้าสาวนั้น”
พระ บรมศาสดาทรงเล็งเห็นอัชฌาสัย ทรงกระทำอิทธิฤทธิ์ปิดบัง โดยอาการกระทำไม่ให้หนุ่มผู้เป็นบุรุษ ได้เห็นสตรีในที่แห่งนั้น ก็ในกาลนั้นเมื่อบุรุษหนุ่มแลไป ก็ไม่เห็นหญิงอันเป็นสตรีผู้เป็นที่รักนั้นแล้ว จึงได้แลเห็นพระบรมศาสดาในที่ๆ เขายืนอยู่นั่นเอง ขณะนั้นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกับบุรุษที่ยืนอยู่ในที่นั่นว่า
“แน่ะ ! ก็ชื่อว่าไฟ ประดุจเช่นดั่ง ไฟราคะ นั้น ย่อมไม่มี ,
ชื่อว่าโทษ ประดุจดั่งเช่นกับ โทษ คือโทสะ ย่อมไม่มี ,
ชื่อว่าทุกข์ ประดุจเช่นกับทุกข์ เพราะ การบริหารขันธ์ ย่อมไม่มี
แม้สุข ที่ประดุจดังเช่น นิพพานสุข ย่อมไม่มีเหมือนกัน ” ดังนี้แล้ว
ชื่อว่าโทษ ประดุจดั่งเช่นกับ โทษ คือโทสะ ย่อมไม่มี ,
ชื่อว่าทุกข์ ประดุจเช่นกับทุกข์ เพราะ การบริหารขันธ์ ย่อมไม่มี
แม้สุข ที่ประดุจดังเช่น นิพพานสุข ย่อมไม่มีเหมือนกัน ” ดังนี้แล้ว
พระองค์ทรงตรัสพระคาถาเป็นพระพุทธวัจนะ ดังนี้ว่า
“นัตถิ ราคสโม อคติ นัตถิ โทสสโม กลิ
นัตถิ ขันธาทิสา ทุกขา นัตถิ สันติปรัง สุขัง
“ไฟเสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี, โทษเสมอด้วยโทสะ ย่อมไม่มี,
ทุกข์ทั้งหลาย เสมอด้วยขันธ์ ย่อมไม่มี, สุขอื่นจากความสงบ ย่อมไม่มี,
(ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรค ๔๒/๒๕/๓๗๑)
นัตถิ ขันธาทิสา ทุกขา นัตถิ สันติปรัง สุขัง
“ไฟเสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี, โทษเสมอด้วยโทสะ ย่อมไม่มี,
ทุกข์ทั้งหลาย เสมอด้วยขันธ์ ย่อมไม่มี, สุขอื่นจากความสงบ ย่อมไม่มี,
(ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรค ๔๒/๒๕/๓๗๑)
ใน บทแห่งพระคาถาที่พระองค์ตรัสแสดงไว้ว่า ชื่อว่าไฟอื่นเสมอด้วยราคะไม่มี และโทสะนั้น ย่อมไม่มี ซึ่งความสามารถแห่งการปรากฏโดยความเร่าร้อนนี้ โดยอาการที่ไม่แสดงควัน อันปราศจากเปลวหรือถ่าน ย่อมลุกแต่ในภายในเท่านั้น ก็จักปรากฏโดยความพินาศแห่งผู้ถูกเผา คือ จิตนั่นเอง
แม้ โทษอื่นอันใด จะเสมอด้วยโทษ คือโทสะนั้น ย่อมไม่มีเพราะอกุศลกรรม คือปาณาติบาต เป็นต้น ที่เป็นกายทุจริตกรรมก็ล้วนแต่มีโทสะเป็นมูลราก ปรากฏโดยอาการทำร้าย ทำลายและเบียดเบียน สร้างความพินาศทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของ และผู้อื่นรอบข้างที่ต้องอาศัยฤทธิ์ที่เกิดจากโทสะนั้นๆ ทำความมอดไหม้เสียหายทั้งในอัตภาพนี้ และในอัตภาพหน้า
ชื่อ ว่า เปลวไฟ ที่เป็นความร้อนนั้น อันลุกโชนไปด้วยกองฟืน กองถ่าน หรือด้วยกองน้ำมัน ทำบุคคลเมื่อต้องเข้าถึงภัยแล้ว ก็ถึงที่สุดด้วยความร้อน ก็มีความตายเป็นที่สิ้นสุดในอัตภาพเดียว แต่ความตายอันเป็นความมอดไหม้โดยอาศัยโทษที่เกิดจากโทสะนั้น พึงทำสัตว์ทั้งหลายให้ไม้ในอัตภาพที่นับประมาณมิได้ อันได้แก่โทษในทุคติ วินิบาต นรก นั่นเอง
พระคาถาที่พระองค์ตรัสแสดงไว้ว่า ชื่อว่าทุกข์อื่นเสมอด้วยขันธ์ทั้งหลาย ย่อมไม่มี ก็ขันธ์ ๕ ทั้งหลายนั้นแหล่ะชื่อว่าเป็นตัวทุกข์ บุคคลพึงยังอัตภาพให้อยู่ได้ ก็ด้วยการบริหารขันธ์ ดังนั้น ชื่อว่าทุกข์อย่างอื่นที่นอกจากขันธ์ทั้งหลาย ที่บุคคลพึงบริหารอยู่ ย่อมไม่มี
พระพุทธองค์ตรัสแสดงว่า แม้สุขอื่นที่ยิ่งกว่าพระนิพพาน ย่อมไม่มีนั่น การเสวยความสุขจำแนกแล้วได้ ๒ ทาง คือกายิกสุข ได้แก่ ความสุขทางกาย และเจตสิกสุข ได้แก่ ความสุขทางใจ เมื่อความสุขทางกาย กับความสุขทางใจ ซึ่ง ความสุขทั้งสองนี้ ยังไม่พ้นไปจากกองแห่งขันธ์ แต่พระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นไปจากสังขตธรรม เป็นสันติสุข ไม่มีสุขอื่นใดยิ่งกว่า
พระ พุทธองค์ทรงแสดงธรรมโดยวาระแห่งฤทธิ์ กระทำให้บุรุษผู้เป็นเจ้าบ่าว มิให้แลเห็นซึ่งนางกุมาริกาได้ เพื่อจะได้ให้มีจิตใส่ใจในการฟังธรรมเหล่านั้นได้ ซึ่งในขณะที่ฝ่ายบุรุษกำลังสดับกระแสแห่งพระธรรม ฝ่ายสตรี คือ นางกุมาริกาผู้เป็นว่าที่เจ้าสาว ก็กำลังสดับพระธรรมพร้อมกันไปด้วย ก็เขาเหล่านั้นต่างฝ่ายต่างมิได้เห็นซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจแห่งอิทธิฤทธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงบันดาล ต่างก็น้อมใจพิจารณาเนื้อความไปตามกระแสแห่งพระธรรม ในกาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงจบการแสดงพระธรรมเทศนานั้น เขาทั้งสองก็บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
พระพุทธองค์ทรงคลายอิทธิฤทธิ์ ทรงกระทำอาการให้ทั้งคู่เห็นซึ่งกันและกันตามปกติ พระพุทธองค์ทรงประทานของขวัญประทานในวันแต่งงาน ที่มีค่าอันสูงสุดแห่งสัมโมทนียกถา คือ การแสดงพระธรรมเทศนา
พระองค์ทรงพระประทานอมฤตธรรมอันสูงสุด ให้กับคู่บ่าวสาวได้ดื่มกิน ได้แก่ พระนิพพาน ทรงพระประทานสมบัติอันสูงสุดอัน มิใช่สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ มิใช่ทองคำ แก้วมุกดา แก้วประพาฬ แก้วอินทนิล หรือแก้วมณี แต่เป็นโลกุตตรสมบัติ ให้แก่คู่อวาหมงคลทั้งสองได้เสวย ดังนี้แล
บุญญสิกขา พิมพ์คัดลอกเป็นธรรมทาน
จาก หนังสือ “บทสวดมนต์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาราชปริตร พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
เรียบเรียบโดย คุณสุนัฐชา ฉายาวัฒนะ (กลุ่มเพื่อนร่วมธรรม)
ป้ายกำกับ:
พระพุทธองค์ ทรงประทานของขวัญวันแต่งงาน
เหตุที่หลวงปู่เสาร์ สอนให้ภาวนาพุทโธ เพราะพุทโธเป็นกิริยาของใจ
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล (บิดาสายวิปัสสนากรรมฐาน ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
ทำไมหลวงปู่เสาร์สอนภาวนาพุทโธเพราะพุทโธเป็นกิริยาของใจ
หลวง พ่อก็เลยเคยแอบถามท่านว่าทำไมจึงต้องภาวนา พุทโธ ท่านก็อธิบายให้ฟังว่าที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะพุทโธ เป็นกิริยาของใจ ถ้าเราเขียนเป็นหนังสือเราจะเขียน พ-พาน-สระ อุ-ท-ทหาร สะกด สระ โอ ตัว ธ-ธง อ่านว่า พุทโธ อันนี้เป็นเพียงแต่คำพูด เป็นชื่อของคุณธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้วมันสงบวูบลงไปนิ่งสว่างรู้ตื่นเบิกบาน
พอ หลังจากคำว่า พุทโธ มันก็หายไปแล้ว ทำไมมันจึงหายไป เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ เกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา พอหลังจากนั้นจิตของเราจะหยุดนึกคำว่าพุทโธ แล้วก็ไปนิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน สว่างไสว กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ มันแถมมีปีติ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
อัน นี้มันเป็น พุทธะ พุทโธ โดยธรรมชาติเกิดขึ้นที่จิตแล้ว พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิต มันใกล้กับความจริง แล้วทำไมเราจึงมาพร่ำบ่น พุทโธๆๆ ในขณะที่จิตเราไม่เป็นเช่นนั้น ที่เราต้องมาบ่นว่า พุทโธนั่นก็เพราะว่า เราต้องการจะพบพุทโธ
ใน ขณะที่พุทโธยังไม่เกิดขึ้นกับจิตนี้ เราก็ต้องท่องพุทโธๆๆๆ เหมือนกับว่าเราต้องการจะพบเพื่อนคนใดคนหนึ่ง เมื่อเรามองไม่เห็นเขาหรือเขายังไม่มาหาเรา เราก็เรียกชื่อเขา ทีนี้ในเมื่อเขามาพบเราแล้ว เราได้พูดจาสนทนากันแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียกชื่อเขาอีก ถ้าขืนเรียกซ้ำๆ เขาจะหาว่าเราร่ำไร ประเดี๋ยวเขาด่าเอา
ที นี้ในทำนองเดียวกันในเมื่อเรียก พุทโธๆๆ เข้ามาในจิตของเรา เมื่อจิตของเราได้เกิดเป็นพุทโธเอง คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราก็หยุดเรียกเอง ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีความรู้สึกอันหนึ่งแทรกขึ้นมา เอ้าควรจะนึกถึงพุทโธอีก พอเรานึกขึ้นมาอย่างนี้สมาธิของเราจะถอนทันที แล้วกิริยาที่จิตมันรู้ ตื่น เบิกบาน จะหายไป เพราะสมาธิถอน
ที นี้ตามแนวทางของครูบาอาจารย์ที่ท่านแนะนำพร่ำสอน ท่านจึงให้คำแนะนำว่า เมื่อเราภาวนาพุทโธไปจิตสงบวูบลงนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ให้ประคอบจิตให้อยู่ในสภาพปกติอย่างนั้น ถ้าเราสามารถประคองจิตให้อยู่ในสภาพอย่างนั้นได้ตลอดไป จิตของเราจะค่อยสงบ ละเอียดๆๆ ลงไป
ใน ช่วงเหตุกราณ์ต่าง ๆ มันจะเกิดขึ้น ถ้าจิตส่งกระแสออกนอกเกิดมโนภาพ ถ้าวิ่งเข้ามาใน จะเห็นอวัยวะภายในร่างกายทั่วหมด ตับ ไต ไส้ พุง เห็นหมด แล้วเราจะรู้สึกว่ากายของเรานี่เหมือนกับแก้วโปร่ง ดวงจิตที่สงบ สว่างเหมือนกับดวงไฟที่เราจุดไว้ในพลบครอบ แล้วสามารถเปล่งรัศมีสว่างออกมารอบ ๆ จนกว่าจิตสว่างไสวอยู่ดวงเดียว ร่างกายตัวตนหายหมด
ถ้า หากจิตดวงนี้มีสมรรถภาพพอที่จะเกิดความรู้ความเห็นอะไรได้ จิตจะย้อนกายลงมาเบื้องล่าง เห็นร่างกายตัวเองนอนตายเหยียดยาวอยู่ขึ้นอึด เน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป
สมาธิในอริยมรรคอริยผลสงบละเอียดเรียวไปเหมือนปลายเข็ม
ที นี้ถ้าหากว่า จิตย้อนมามองรู้เห็นอย่างนี้ จิตของผู้นั้นเดินทางถูกต้องตามแนวทางอริยมรรค อริยผล ถ้าหากว่า สงบ สว่าง นิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน ร่างกายตัวตนหาย แล้วก็สงบละเอียดเรียวไปเหมือนปลายเข็ม อันนี้เรียกว่า สมาธิขั้นฌานสมาบัติ ไปแบบฤาษีชีไพร
ถ้า หากจิตของผู้ปฏิบัติไปติดอยู่ในสมาธิแบบฌานสมาบัติ มันก็เดินฌานสมาบัติ ทีนี้ฌานสมาบัตินี้มันเจริญง่ายแล้วก็เสื่อมง่าย ในเมื่อมันเสื่อมไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรเหลือ แต่ถ้าหากสมาธิแบบอริยมรรค
อริยผลนี้ ในเมื่อเราได้สมาธิซึ่งเกิดภูมิความรู้ความเห็น เช่น เห็นร่างกายเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไปแล้ว
ภาย หลังจิตของเราก็จะบอกว่าร่างกายเน่าเปื่อยเป็นของปฏิกูลก็ได้ อสุภกรรมฐาน เนื้อหนังพังลงไปแล้วยังเหลือแต่โครงกระดูก ก็ได้ อัฐิกรรมฐาน ทีนี้เมื่อโครงกระดูกสลายตัวแหลกไปในผืนแผ่นดิน จิตก็สามารถกำหนดรู้ ได้ ธาตุกรรมฐาน
แต่ เมื่อในช่วงที่จิตเป็นไปนี่ จิตจะไม่มีความคิด ต่อเมื่อถอนจากสมาธิมาแล้วสิ่งรู้หายไปหมด พอรู้ว่ามันมาสัมพันธ์กับกายเท่านั้นเอง จิตตรงนี้จะอธิบายให้ตัวเองฟังว่านี่คือ การตาย ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไปเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก
ใน เมื่อเนื้อหนังพังไปหมดแล้วก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก ทีนี้โครงกระดูกมันก็แหลกละเอียดหายจมลงไปในผืนแผ่นดิน ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะเหตุว่าร่างกายของคนเรานี้มันมีแต่ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน
ถ้า จิตมันเกิดภูมิความรู้ขึ้นมาอย่างนี้ ภาวนาในขณะเดียว ความเป็นไปของจิตที่รู้เห็นไปอย่างนี้ได้ทั้งอสุภกรรมฐาน อัฐิกรรมฐาน ธาตุกรรมฐานประโยคสุดท้าย ไหนเล่าสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขามีที่ไหน จิตรู้อนัตตา เรียกว่า อนัตตานุปัสสนาญาณ ภาวนาทีเดียวได้ทั้งสมถะ ได้ทั้งวิปัสสนา
ความเกี่ยวเนื่องแห่งมรรคและผล
เมื่อไม่มีสมาธิ ไม่มีฌานไม่มีวิปัสสนา
การ กำหนดหมายสิ่งปฏิกูลน่าเกลียด หรือกำหนดหมายรู้โครงกระดูก แล้วก็กำหนดหมายรู้ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสมถกรรมฐาน ส่วนความรู้ที่ว่าสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน เป็นวิปัสสนากรรมฐาน เพราะฉะนั้นท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย สมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน เป็นคุณธรรมอาศัยซึ่งกันและกัน
เมื่อ ไม่มีสมาธิ ไม่มีฌาน ไม่มีฌาน ไม่มีวิปัสสนา เมื่อไม่มีวิปัสสนาก็ไม่มีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง เมื่อไม่รู้แจ้งเห็นจริงจิตไม่ปล่อยวาง ก็ไม่เกิดวิมุตติความหลุดพ้น สายสัมพันธ์ มันก็ไปกันอย่างนี้ อันนี้เป็นแนวทางการปฏิบัติกรรมฐาน ในสายของหลวงปู่เสาร์
เพราะ ฉะนั้น เราอาจจะเคยได้ฟังว่า ภาวนาพุทโธ แล้วจิตได้แต่สมถกรรมฐาน ไม่ถึงวิปัสสนาอนุสติ ๑๐ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ อุปสมานุสติ ภาวนาแล้วจิตสงบหรือบริกรรม ภาวนา เมื่อจิตสงบแล้วถึงแค่สมถกรรมฐาน เพราะว่าภาวนาไปแล้ว มันทิ้งคำภาวนา
เพราะ ฉะนั้น คำว่า พุทโธ ๆๆ นี้มันไม่ได้ติดตามไปกับสมาธิ พอจิตสงบเป็นสมาธิแล้วมันทิ้งทันที ทิ้งแล้วมันก็ได้แต่สงบนิ่งแต่อนุสติ ๒ คือ กายคตานุสติ อานาปานสติ ถ้าตามหลักวิชาการ ท่านว่า ได้ทั้งสมถะทั้งวิปัสสนา ทีนี้ถ้าเราภาวนาพุทโธ เมื่อจิตสงบนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ถ้ามันเพ่งออกไปข้างนอก ไปเห็นภาพนิมิต
ถ้า หากว่านิมิตนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสมถกรรมฐาน ถ้าหากนิมิตเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ทีนี้ถ้าหากจิตทิ้งพุทโธ แล้วจิตอยู่นิ่งสว่าง จิตวิ่งเข้ามาข้างใน มารู้เห็นภายในกาย รู้อาการ ๓๒ รู้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งร่างกายปกติแล้วมันตายเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป มันเข้าไปกำหนดรู้ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะคือกายกับจิตมันก็เป็นวิปัสสนา กรรมฐาน มันก็คลุกเคล้าอยู่ในอันเดียวกันนั้นแหละ
แล้ว อีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเคยได้ยินได้ฟังว่า สมาธิขั้นสมถะมันไม่เกิดภูมิความรู้ อันนี้ก็เข้าใจผิด ความรู้แจ้งเห็นจริง เราจะรู้ชัดเจนในสมาธิขั้นสมถะ เพราะสมาธิขั้นสมถะนี่มันเป็นสมาธิที่อยู่ในฌาน สมาธิที่อยู่ในฌานมันเกิดอภิญญา ความรู้ยิ่งเห็นจริง
แต่ ความรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะ มันจะรู้เห็นแบบชนิดไม่มีภาษาที่จะพูดว่าอะไรเป็นอะไรสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่า เห็น เช่น มองเห็นการตาย ตายแล้วมันก็ไม่ว่า เน่าแล้วมันก็ไม่ว่า ผุพังสลายตัวไปแล้ว มันก็ไม่ว่าในขณะที่มันรู้อยู่นั่น แต่เมื่อมันถอนออกมาแล้ว ยังเหลือแต่ความทรงจำ จิตจึงจะมาอธิบายให้ตัวเองฟังเพื่อความเข้าใจ ทีหลังเรียกว่า เจริญวิปัสสนา
บันทึกโดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
พระมหาจักรพรรดิ์ และ พระโพธิสัตย์
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ความสำคัญของพระเจ้าจักรพรรดิ์ในพระพุทธศาสนา
พระเจ้าจักรพรรดิ์ ที่ กล่าวถึงนี้ ไม่ใช่ เจ้าจักรพรรดิ์ที่เราเคยรู้จักจาก การอ่านหนังสือ หรือชมภาพยนตร์ พระเจ้าจักรพรรดิราช ในที่จะกล่าวถึงนี้ มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก จากการศึกษาพระสัทธรรมทำให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ทรงได้เคยเกิดเป็น พระเจ้าจักรพรรดิราชมาแล้วทั้งสิ้น เนื่องจากกุศลกรรมที่ กระทำไว้อย่างยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าทุกๆประองค์ทรงกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าจักรพรรดิ์ ว่าเป็นผู้ที่มีความประพฤติที่ดีงามและ ทรงเป็นผู้ที่มีบุญมากในฝ่ายมนุษย์ การบังเกิดขึ้นของพระองค์เป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก ถ้าพระองค์บังเกิดขึ้น พระองค์จักได้เป็นผู้ครองครองแผ่นดินโดยมีมหาสมุทรทั้ง4 เป็นขอบเขต มีราชอนาจักรที่ยิ่งใหญ่มากกว่าพระราชาใดๆในโลกทั้งหมด โดยที่พระองค์มิได้รุกรานประเทศใดๆเลย พระองค์จะมีพระโอรสมากกว่า1000 พระองค์ ทุกพระองค์ล้วนกล้าหาญ มีสติปัญญา เฉลียวฉลาด รอบรู้วิชาการด้านต่างๆ มากมาย ช่วยดูแลปกครองประเทศแทนพระองค์ มิให้พระเจ้าจักรพรรดิ์ต้องลำบากพระวรกายเลย
การประพฤติพระองค์เมื่อทรงพระชนม์อยู่
ทรงสละทรัพย์ เพื่อเป็นมหาทาน
ทรงรักษาศีล 8 ในวันพระ
ทรงเคารพ พระรัตนตรัยอย่างยิ่ง
ทรงประพฤติธรรม ปฏิบัตธรรม
ทรงสั่งสอน ปวงประชาให้มีความประพฤติดีงาม
ตาม ข้อความที่มีกล่าวในพระไตรปิฏก การบังเกิดขึ้นของพระเจ้าจักรพรรดิ์ในโลกมนุษย์ จะมีสิ่งที่เรียก แก้วรัตนะ7ประการ บังเกิดขึ้นดังนี้
จักรแก้ว ขึ้นมาจากมหาสมุทร แล้วเหาะมาหาพระองค์ มีอิทธิฤทธิ์มาก
ช้างแก้ว ช้างฉัททันต์ เหาะมาจากป่าหิมพานต์ เมื่อพระองค์ระลึกถึง
ม้า แก้ว ม้าพลาหกอัศวราช ม้าคู่บุญของพระเจ้าจักรพรรดิ์ เหาะมาเมื่อพระองค์ระลึกถึง แก้วมณี เหาะมาทางอากาศ บังเกิดขึ้น เมื่อพระองค์ระลึกถึง
นางแก้ว พระมเหสีคู่บารมีพระองค์ มีความงดงามกว่าหญิงใดๆในเมื่องมนุษย์
ขุนคลังแก้ว ขุนคลังที่มีตาทิพย์ หูทิพย์ ได้ด้วยบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ์
ปริณายกแก้ว ขุนนางคู่พระบารมี ค่อยจัดการงานราชการต่างแทนพระองค์เป็น บุคคลที่มีปัญญามาก
นับ ได้ว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างสิ่ง ที่จะมีสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะโลกของเรานี้เป็นเมื่องมนุษย์อีกอย่าง รัตนแก้วทั้ง7 เป็นสมบัติของพระองค์ จะมีได้ก็ด้วย การที่พระเจ้าจักรพรรดิราชยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ หากพระทรงเสด็จสรรคตไป แก้วรัตนะ7ประการก็จะหายไป
ผม เรียนท่านผู้อ่านตามตรงว่าตัว ผมเองเมื่ออ่านและฟังพระสูตรนี้ยังมิได้เชื่อ ตั้งแต่แรกครับ ผมมีข้อสงสัยมากว่าจะจริงหรือไม่ว่า จะมีเหตุการณ์อัศจรรย์ ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในโลกมนุษย์ แต่เมื่อศึกษาและสอบถามจากท่านผู้ศึกษาพระสัทธรรม ทำให้ผมได้ เข้าใจว่า ในกาลเวลานั้น เป็นกาลที่ผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่มาเกิด คล้ายกับกาลที่ พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านทรงเสด็จมาบังเกิดเพื่อตรัสรู้ เราท่านทั้งหลายมิได้เห็น หลักฐานอะไรเลย ที่จะทำให้รู้ถึงเรื่องราวของพระองค์ สิ่งที่มีหลักฐาน ปรากฏอยู่มี แต่ในพระไตรปิฏกเท่านั้น และเมื่ออ่านพิจารณาพระมหาปรินิพานสูตร ทำให้ผมเชื่ออย่าง ไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกครับ
พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ในพระมหาปรินิพานสูตรว่า หากบุคคลใดได้กราบไหว้พระสถูปเจดีย์ ที่บรรจุพระอัฏฐิธาตุ ของบุคคลทั้ง4นี้คือ
พระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระอรหันตเจ้า
พระเจ้าจักรพรรดิ์
สุคติ ภูมิและบุญเป็นอันมากย่อมเกิดกับบุคคลนั้น พระพุทธเจ้าทรงกล่าวอย่างชัดเจน อย่างนี้แสดงถึงความสำคัญและ การบังเกิดขึ้นในโลกของพระเจ้าจักรพรรดิ์
ความสำคัญของพระโพธิสัตว์ต่อพระพุทธศาสนา
พระโพธิสัตว์ เป็น ชื่อเรียกของผู้ที่กำลัง บำเพ็ญบารมี เพื่อจะมาตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พระโพธิ สัตว์เป็นผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังต้องเวียนเกิดเวียนตาย ในสังสารวัฏฏ์อยู่ บางครั้งท่านก็กระทำ อกุศลส่งผลให้ไป บังเกิดในนรกเป็นเวลานานแสนนาน เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานผจญความทุกข์นานับประการ เปรียบเสมื่อน การท่านเดินฝ่าลุยไฟนรกเป็นเวลาที่ยาวนาน โดยไม่เห็นจุดหมายที่ไกลออกไปเลย ว่าเมื่อไรที่จะถึงจุดหมาย จนกว่าจะได้รับการพยากรณ์จาก พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก่อน ถึงจะอยู่ได้ว่าเป้าหมายที่ตั้งความปราถนาไว้ใกล้ที่จะถึงหรือยัง หลังจากพระพุทธเจ้าทรงพุทธพยากรณ์ให้แล้ว พระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ได้ในระยะเวลาอันใกล้เลย พระโพธิสัตว์ยังต้องบำเพ็ญบารมี ต่อไปอีกอย่างยาวนาน แต่เป็นการบำเพ็ญบารมี อย่างที่มีความหวังได้ว่า พระองค์ต้องได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน เหตุที่ท่านกระทำไว้สมควรแก่ผลที่จะได้รับในอนาคตข้างหน้า ด้วยน้ำพระทัยที่เด็ดเดียว และด้วยจิตที่เป็นมหากุศล ท่านจึงประกอบความเพียร ตั้งใจบำเพ็ญบารมีเพื่อ พระโพธิญาณ เพื่อนำพระธรรมคำสอนมาโปรด เวไนยสัตว์ทั้งหลายที่จมอยู่ในความทุกข์
พระโพธิสัตว์แบ่งได้2 ประเภทคือ
อนิยตะโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังมิได้รับการพยากรณ์ จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจะต้องบำเพ็ญบารมีต่อไป และยังไม่แน่ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่
นิยตะโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการ พยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ว่าในกาลต่อไปภายหน้า ท่านจะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในโลกอย่างแน่นอน
ระยะเวลาในการบำเพ็ญบารมี
ปัญญาบารมี ใช้ปัญญาในการบำเพ็ญบารมี ใช้เวลา 20 อสงไขย 100,000 กัปป์
ศรัทธาบารมี ใช้ศรัทธาในการบำเพ็ญบารมี ใช้เวลา 40 อสงไขย100,000 กัปป์
วิริยะบารมี ใช้วิริยะในการบำเพ็ญบารมี ใช้เวลา 80 อสงไขย 100,000 กัปป์
บารมีที่ต้องบำเพ็ญ
ทานบารมี
ศีลบารมี
เนกขัมมบารมี
ปัญญาบารมี
วิริยบารมี
ขันติบารมี
สัจจบารมี
อธิษฐานบารมี
เมตตาบารมี
อุเบกขาบารมี
ระดับของบารมี
บารมี 10 การบำเพ็ญบารมีเบี้องต้น อุทิศด้วยทรัพย์สมบัติและบริวารทั้งหลายที่มี เพื่อพระโพธิญาณ
อุปบารมี 10 การบำเพ็ญบารมีขั้นกลาง อุทิศอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกายของตน เพื่อพระโพธิญาณ
ปรมัตถปารมี 10 การบำเพ็ญบารมีขั้นสูง อุทิศด้วยชีวิตของตนเอง เพื่อพระโพธิญาณ
ท่าน ทั้งหลาย เห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าไหม ตัวของพระองค์จะต้อง อุทิศพระองค์อย่างไร ใช้เวลายาวนานเพียงใด เสียสละสิ่งต่างมากมาย มหาศาลเท่าไร กว่าจะได้ตรัสรู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็น มหากุศลของตัวท่านไหม? ท่านใช้โอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้อย่างไร ท่านเคยพิจารณาไหมว่า โอกาสที่จะได้พบพระพุทธศาสนามีอีกชาติ
ถ้า ท่านเกิดมาในชาติที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ท่านเคยคิดไหมว่า ท่านจะกระทำกุศลหรืออกุศลมากกว่ากัน ถ้าท่านกระทำแต่อกุศลโดยไม่รู้ว่าเป็นอกุศล ท่านคิดว่า ท่านจะเสวยทุกข์หรือสุข ถ้าเสวยแต่ทุกข์ด้วยอกุศลที่ทำไว้ ท่านจะพ้นจากความทุกข์ในอบายภูมินั้นเมื่อไหร่ แล้วใครจะเป็นผู้ช่วยท่านให้พ้นเสียจากความทุกข์ ถ้าท่านพ้นมาจากอบายภูมิได้ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่กลับลงไปอีก
ถ้าท่าน ทั้งหลาย เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ท่านกำลังทำกุศลหรืออกุศลมากกว่ากัน ถ้าทำกุศลมากกว่า กุศลนั้นมีกำลังมากพอที่จะ ส่งผลให้ไปเกิดในสุคติภูมิไหม ในปัจจุปันชาตินี้ที่มีพระสัทธรรมคำสอนอยู่ ท่านใช้โอกาสนี้อย่างไร ท่านมีความศรัทธาในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อมั่นในคำสอน หรือเชื่อมั่นในอาจารย์ท่านอื่น มีการให้ทานมากเพียงไร มีการรักษาศีลหรือไม่ รักษาได้อีกข้อ รักษาได้นานกี่วัน รักษาศีลด้วยความเห็นคุณค่าหรือไม่ มีการเจริญสมาธิหรือไม่ เจริญวันละกี่นาที สมาธิที่เจริญเป็น สัมมาสมาธิหรือมิจฉาทิฏฐิ ท่านมีการศึกษาพระอภิธรรมไหม ศึกษาอย่างมีศรัทธาหรือเปล่า ศึกษาแล้วน้อมมาพิจารณาวิปัสสนาหรือไม่ หรือเรียนเพื่อรู้ บารมี10ประการที่ควรเจริญ ท่านมีการเจริญมากน้อยเพียงไร มากพอสำหรับสุคติภูมิหรือยัง มากพอที่จะพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์แล้วหรือ ยังท่านจะมั่นใจได้อย่างไร สำหรับ พุทธบริษัทเหล่าที่มี พระรัตนตรัยเป็นสรณะ มีการเจริญบารมี10 ที่สมบูรณ์ ขอนุโมทนา สาธุ
แหล่งข้อมูลของพระโพธิสัตว์
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/tipitaka_seek.php" >http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/tipitaka_seek.php พระโพธิสัตว์ในพระไตรปิฏก
http://larndham.net/index.php?showtopic=13871" >http://larndham.net/index.php?showtopic=13871
http://www.geocities.com/ss12345_th/poti/P101.html" >http://www.geocities.com/ss12345_th/poti/P101.html รายละเอียดเพิ่มของพระโพธิสัตว์
พระโพธิ์สัตว์ด้วยอานิสงส์การปิดทององค์พระ
ระโพธิ์สัตว์ด้วยอานิสงส์การปิดทององค์พระ
...... นัยว่าพระเจ้ามหารถราช เสวยสมบัติ ในสักกราชาวดีนคร ท้าวท่านเป็นสัมมาทิฐิบุคคล
คือมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตรงกันข้ามกับ พระเจ้าปัญจาลราช กษัตริย์กรุงปัญจาลราชนคร
เป็นมิจฉาทิฐิบุคคล คือไม่นับถือพระพุทธศาสนา กษัตริย์ทั้งสองเป็นสหายที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย


ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชได้ส่งผ้ารัตน์กัมพลผืนหนึ่งไปถวายพระเจ้ามหารถราช
พระเจ้ามหารถราช ทอดพระเนตรเห็นผ้ารัตน์กัมพล แล้วจึงตรัสว่าสหายเราส่งผ้าอันมีค่ามากมาให้เรา
เราก็ควรจัดส่งแก้วอันประเสริฐไปให้ตอบแทนพระสหาย ดังนี้ พระเจ้ามหารถจึงคิดว่า เราจะส่งแก้วสิ่ง
ใดหนอซึ่งมีค่ามากเหนือสิ่งอื่นใด พิจารณาแล้วเห็นว่า แก้วใดๆจะประเสริฐกว่าพุทธรัตนะย่อมไม่มี
จึงตกลงใจจะส่งพุทธรัตนะไปถวาย จึงสั่งให้ช่างนำแผ่นทองคำตีเป็นแผ่นบางแล้วให้เขียนรูปพระพุทธเจ้า ลงไปในแผ่นทองคำด้วย
ชาดหรคุณมีขนาดองค์ประมาณ 1 ศอก แล้วสั่งให้อำมาตย์เชิญพระพุทธรูปทองนั้นลงสู่สำเภาเพื่อนำไปถวายพระเจ้าปัญจาลราช
ก่อนที่จะส่งราชทูตไป พระองค์ยกมือขึ้นประณมถวายนมัสการ โดยทรงระลึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า


"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย พระองค์มีความประสงค์จะสั่งสอนเวไนยสัตว์ในประเทศใดๆ
ขอพระองค์ทรงเสด็จไปยังประเทศนั้นๆ แล้วยังประโยชน์ให้เกิด แก่สัตว์จำพวกนั้นเถิด
พระเจ้าปัญจาลราชสหายของหม่อมฉันเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิดจากทำนองครองธรรม
มิได้มีความเชื่อความเลื่อนใสในพระองค์ ถ้าพระองค์เสด็จไปยังพระนครนั้นแล้ว "ขอพระองค์ได้โปรดแสดงปาฏิหาริย์ทรมาน
พระเจ้าปัณจาลราชให้ละซึ่งมิจฉาทิฐิด้วยเถิด" อธิษฐานเสร็จแล้วเสด็จลงน้ำประมาณพระศอ(พระพุทธเจ้าอยู่บนเรือ
ท่านจึงลงไปในน้ำซึ่งต่ำกว่า) เพื่อส่งรูปพระพุทธเจ้านั้นไปยังเมืองปัญจาลนคร ในขณะนั้น บรรดาแก้วอันเกิดในมหาสมุทรมีสีต่างๆ
ก็ผุดขึ้นจากท้องมหาสมุทรลอยอยู่เหนือน้ำเพื่อบูชา พระพุทธรูปนั้น พื้นน้ำงามวิจิตรด้วยแก้ว 7 ประการประหนึ่งพื้นแห่งภาชนะทอง ดอกปทุม
ทั้งหลายก็ผุดขึ้น เหนือพื้นน้ำพญานาคทั้งหลายก็ได้พานาคบริษัทออกจากนาคพิภพขึ้นมาสักการบูชาด้วยสุคันธมาลา
เทวดาทั้งหลายก็เรี่ยราย ดอกไม้ทิพย์ลงมาจากอากาศ เมื่อราชทูตไปถึงกรุงปัญจาลนครแล้ว จึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าปัญจาล แล้วกราบ
ทูลเหตุอัศจรรย์ ให้ทราบโดยตลอด ท้าวเธอทรงโสมนัสปรีดาในเครื่องบรรณาการเป็นยิ่งนัก ได้เสด็จออกพร้อมจตุรงคเสนารับสั่ง
ให้ชาวเมืองประโคมแตรสังข์ กังสดาล เสด็จไปยังท่าน้ำ ถวายนมัสการสักการบูชา แล้วเสด็จลงไปในน้ำประมาณพระศอ
ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปแล้วทรงยินดีทรงแสดงตนเป็นพุทธมามกะ


แล้วด้วยอำนาจความศรัทธาของพระเจ้าปัญจาลราช และด้วยอำนาจอธิษฐานของพระเจ้ามหารถราช พระพุทธรูปนั้นก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ
เปล่งรัศมี 6 ประการ จับพื้นปฐพีตลอดจนถึงพรหมโลก กลบแสงแห่งอาทิตย์ กลบแสงรัศมีเทวดาในหมื่นโลกธาตุ ณ กาลนั้น
ในคราวนั้นพระอินทร์ ได้เสด็จลงมาถวายนมัสการพร้อมด้วยเทพบริษัท มนุษย์ก็เห็นเทวดา เทวดาก็เห็นหมู่มนุษย์
พระเจ้าปัญจาลราชเห็นปาฏิหาริย์เช่นนั้น ทรงโสมนัสยินดียิ่งนักได้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐานในพระมนเทียร แล้วบูชาด้วยประทีปธูปเทียน
ชวาลา ทรงแสดงองค์เป็นอุบาสก ในเวลาต่อมาพระองค์ได้ให้ช่างแกะรูปพระพุทธเจ้าด้วยแก่นจันทน์แล้วประดิษฐานไว้ในศาลาไม้บุนนาค
แล้วรับสั่งให้ชาวเมืองพากันมาปิดทองพระพุทธรูป
ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เป็นคนเข็ญใจในเมืองนั้น
เมื่อได้ยินเสียงโฆษณาดังกล่าวแล้วตัดสินใจ อำลาลูกอำลาเมียเพื่อไปขายตัวให้เป็นทาส
แล้วจะได้เงินมาซื้อทองปิดพระพุทธรูป แต่ด้วยความเห็นใจของภรรยา ภรรยาจึงยอมขายตนและลูกเป็นค่าทอง
พระโพธิสัตว์นำลูกเมียไปขายในตระกูลที่มั่งคั่งแล้วนำไปซื้อทอง ปิดพระพุทธรูป เมื่อทองไม่พอจึงรำพึง
"ใครหนอจักทำเนื้อมนุษย์ ให้เป็นทองได้ เราจักบริจาคตน "
ในครั้งนั้นท้าวสักกะเทวราชได้เสด็จลงมายืนอยู่ตรงหน้าแสดงตนเป็นช่างทอง ต่อพระโพธิสัตว์
เมื่อทราบว่าช่างทองนั้นสามารถทำเนื้อให้เป็นทองได้จึงประกาศแก่เทพเทวดาขออาวุธเชือดเลือดเนื้อตกลงมา
เมื่อได้ ศัสตราวุธแล้วพระโพธิสัตว์ก็เชือดเนื้อของตนจนตราบเท่าปิดทองสำเร็จ
เกิดความยินดีโสมนัส สลบลงแทบเท้าพระพุทธรูป พระอินทร์ได้เยียวยาให้หายเป็นปรกติ แล้วเป็นผู้มีกายดุจสีทอง พระอินทร์ตรัสพยากร”


ท่านจัดได้เป็นพระศรีสรรเพชญ์ ในอนาคต "แล้วพระอินทร์ก็กลับสู่วิมาน” พระเจ้าปัญจาลราชพร้อมชาวเมือง ได้ทำการสักการบูชาแก่
พระโพธิสัตว์ และแบ่งสมบัติให้พระโพธิสัตว์ เป็นอันมาก ครั้นดับขันธ์แล้วพระโพธิสัตว์ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเสวยสมบัติอันมโหฬาร
...... นัยว่าพระเจ้ามหารถราช เสวยสมบัติ ในสักกราชาวดีนคร ท้าวท่านเป็นสัมมาทิฐิบุคคล
คือมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตรงกันข้ามกับ พระเจ้าปัญจาลราช กษัตริย์กรุงปัญจาลราชนคร
เป็นมิจฉาทิฐิบุคคล คือไม่นับถือพระพุทธศาสนา กษัตริย์ทั้งสองเป็นสหายที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชได้ส่งผ้ารัตน์กัมพลผืนหนึ่งไปถวายพระเจ้ามหารถราช
พระเจ้ามหารถราช ทอดพระเนตรเห็นผ้ารัตน์กัมพล แล้วจึงตรัสว่าสหายเราส่งผ้าอันมีค่ามากมาให้เรา
เราก็ควรจัดส่งแก้วอันประเสริฐไปให้ตอบแทนพระสหาย ดังนี้ พระเจ้ามหารถจึงคิดว่า เราจะส่งแก้วสิ่ง
ใดหนอซึ่งมีค่ามากเหนือสิ่งอื่นใด พิจารณาแล้วเห็นว่า แก้วใดๆจะประเสริฐกว่าพุทธรัตนะย่อมไม่มี
จึงตกลงใจจะส่งพุทธรัตนะไปถวาย จึงสั่งให้ช่างนำแผ่นทองคำตีเป็นแผ่นบางแล้วให้เขียนรูปพระพุทธเจ้า ลงไปในแผ่นทองคำด้วย
ชาดหรคุณมีขนาดองค์ประมาณ 1 ศอก แล้วสั่งให้อำมาตย์เชิญพระพุทธรูปทองนั้นลงสู่สำเภาเพื่อนำไปถวายพระเจ้าปัญจาลราช
ก่อนที่จะส่งราชทูตไป พระองค์ยกมือขึ้นประณมถวายนมัสการ โดยทรงระลึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย พระองค์มีความประสงค์จะสั่งสอนเวไนยสัตว์ในประเทศใดๆ
ขอพระองค์ทรงเสด็จไปยังประเทศนั้นๆ แล้วยังประโยชน์ให้เกิด แก่สัตว์จำพวกนั้นเถิด
พระเจ้าปัญจาลราชสหายของหม่อมฉันเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิดจากทำนองครองธรรม
มิได้มีความเชื่อความเลื่อนใสในพระองค์ ถ้าพระองค์เสด็จไปยังพระนครนั้นแล้ว "ขอพระองค์ได้โปรดแสดงปาฏิหาริย์ทรมาน
พระเจ้าปัณจาลราชให้ละซึ่งมิจฉาทิฐิด้วยเถิด" อธิษฐานเสร็จแล้วเสด็จลงน้ำประมาณพระศอ(พระพุทธเจ้าอยู่บนเรือ
ท่านจึงลงไปในน้ำซึ่งต่ำกว่า) เพื่อส่งรูปพระพุทธเจ้านั้นไปยังเมืองปัญจาลนคร ในขณะนั้น บรรดาแก้วอันเกิดในมหาสมุทรมีสีต่างๆ
ก็ผุดขึ้นจากท้องมหาสมุทรลอยอยู่เหนือน้ำเพื่อบูชา พระพุทธรูปนั้น พื้นน้ำงามวิจิตรด้วยแก้ว 7 ประการประหนึ่งพื้นแห่งภาชนะทอง ดอกปทุม
ทั้งหลายก็ผุดขึ้น เหนือพื้นน้ำพญานาคทั้งหลายก็ได้พานาคบริษัทออกจากนาคพิภพขึ้นมาสักการบูชาด้วยสุคันธมาลา
เทวดาทั้งหลายก็เรี่ยราย ดอกไม้ทิพย์ลงมาจากอากาศ เมื่อราชทูตไปถึงกรุงปัญจาลนครแล้ว จึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าปัญจาล แล้วกราบ
ทูลเหตุอัศจรรย์ ให้ทราบโดยตลอด ท้าวเธอทรงโสมนัสปรีดาในเครื่องบรรณาการเป็นยิ่งนัก ได้เสด็จออกพร้อมจตุรงคเสนารับสั่ง
ให้ชาวเมืองประโคมแตรสังข์ กังสดาล เสด็จไปยังท่าน้ำ ถวายนมัสการสักการบูชา แล้วเสด็จลงไปในน้ำประมาณพระศอ
ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปแล้วทรงยินดีทรงแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
แล้วด้วยอำนาจความศรัทธาของพระเจ้าปัญจาลราช และด้วยอำนาจอธิษฐานของพระเจ้ามหารถราช พระพุทธรูปนั้นก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ
เปล่งรัศมี 6 ประการ จับพื้นปฐพีตลอดจนถึงพรหมโลก กลบแสงแห่งอาทิตย์ กลบแสงรัศมีเทวดาในหมื่นโลกธาตุ ณ กาลนั้น
ในคราวนั้นพระอินทร์ ได้เสด็จลงมาถวายนมัสการพร้อมด้วยเทพบริษัท มนุษย์ก็เห็นเทวดา เทวดาก็เห็นหมู่มนุษย์
พระเจ้าปัญจาลราชเห็นปาฏิหาริย์เช่นนั้น ทรงโสมนัสยินดียิ่งนักได้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐานในพระมนเทียร แล้วบูชาด้วยประทีปธูปเทียน
ชวาลา ทรงแสดงองค์เป็นอุบาสก ในเวลาต่อมาพระองค์ได้ให้ช่างแกะรูปพระพุทธเจ้าด้วยแก่นจันทน์แล้วประดิษฐานไว้ในศาลาไม้บุนนาค
แล้วรับสั่งให้ชาวเมืองพากันมาปิดทองพระพุทธรูป
ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เป็นคนเข็ญใจในเมืองนั้น
เมื่อได้ยินเสียงโฆษณาดังกล่าวแล้วตัดสินใจ อำลาลูกอำลาเมียเพื่อไปขายตัวให้เป็นทาส
แล้วจะได้เงินมาซื้อทองปิดพระพุทธรูป แต่ด้วยความเห็นใจของภรรยา ภรรยาจึงยอมขายตนและลูกเป็นค่าทอง
พระโพธิสัตว์นำลูกเมียไปขายในตระกูลที่มั่งคั่งแล้วนำไปซื้อทอง ปิดพระพุทธรูป เมื่อทองไม่พอจึงรำพึง
"ใครหนอจักทำเนื้อมนุษย์ ให้เป็นทองได้ เราจักบริจาคตน "
ในครั้งนั้นท้าวสักกะเทวราชได้เสด็จลงมายืนอยู่ตรงหน้าแสดงตนเป็นช่างทอง ต่อพระโพธิสัตว์
เมื่อทราบว่าช่างทองนั้นสามารถทำเนื้อให้เป็นทองได้จึงประกาศแก่เทพเทวดาขออาวุธเชือดเลือดเนื้อตกลงมา
เมื่อได้ ศัสตราวุธแล้วพระโพธิสัตว์ก็เชือดเนื้อของตนจนตราบเท่าปิดทองสำเร็จ
เกิดความยินดีโสมนัส สลบลงแทบเท้าพระพุทธรูป พระอินทร์ได้เยียวยาให้หายเป็นปรกติ แล้วเป็นผู้มีกายดุจสีทอง พระอินทร์ตรัสพยากร”
ท่านจัดได้เป็นพระศรีสรรเพชญ์ ในอนาคต "แล้วพระอินทร์ก็กลับสู่วิมาน” พระเจ้าปัญจาลราชพร้อมชาวเมือง ได้ทำการสักการบูชาแก่
พระโพธิสัตว์ และแบ่งสมบัติให้พระโพธิสัตว์ เป็นอันมาก ครั้นดับขันธ์แล้วพระโพธิสัตว์ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเสวยสมบัติอันมโหฬาร
หลวงตาม้าสอนพุทธภูมิ
หลวงตาม้าสอนพุทธภูมิ
ผม เชื่อว่าสมาชิกเวปวัดถ้ำเมืองนะและลูกหลานหลวงปู่ดู่หลวงตาม้า มีผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิและเป็นพระโพธิสัตว์อยู่จำนวนมาก และบางองค์ก็ทำบารมีมามากพอดูเลยทีเดียว หลวงตาม้าท่านเคยเมตตากล่าวสั่งสอนเรื่องของการปรารถนาพุทธภูมิเอาไว้มาก ผมจึงอยากจะรวบรวมเอามาไว้ ณ ที่แห่งนี้ แม้จะเก็บรวบรวมมาได้ไม่ทั้งหมด แต่ผมก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อญาติธรรมทั้งหลายนะครับ
"พุทธภูมิ"
พุทธ ภูมิ หรือ พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณ ปรารถนาจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลเบื้อง หน้า
ผมเคยกราบเรียนถามหลวงตาม้าถึงความหมายของคำว่าพระโพธิญาณ หลวงตาม้าท่านเมตตาตอบมาได้ใจความว่า
"โพธิญาณแปลว่าความรู้ใหญ่ ปรารถนาโพธิญาณก็แปลว่าปรารถนาความรู้ใหญ่ไง"
ผมจึงกราบเรียนถามท่านต่อไปว่า แล้วพุทธภูมินั้นควรทำอย่างไรจึงจะได้เป็น
หลวงตาท่านตอบมาง่ายๆสั้นๆเพียงแค่ว่า
หลวงตาท่านตอบมาง่ายๆสั้นๆเพียงแค่ว่า
"หากเป็นพุทธภูมิ ทำบุญทุกอย่างจะต้องอธิษฐานเพื่อโพธิญาณ แม้กระทั่งให้ขนมแก่มด"
"เวียนว่ายใน3ภพ"
"เวียนว่ายใน3ภพ"
"ไม่ใช่ปรารถนาแล้วจะเป็นกันได้เลยนะ มันต้องทำนะ"
การ สร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ไม่ได้จบเพียงชาติเดียว หากแต่จะต้องอาศัยช่วงระยะเวลาในการสร้างบารมีอันยาวนาน เวียนเกิด เวียนตายมากมายไม่สามารถนับได้ ทั้งลงนรก ทั้งขึ้นสวรรค์ ทั้งมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือทั้งไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน"มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเคยถามหลวงตาเกี่ยวกับการที่พุทธภูมิต้องลงนรก"
หลวงตาท่านเมตตาตอบมาว่า
"ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ(พระโพธิสัตว์)
หากเข้าถึงไตรสรณคมณ์แล้ว จะสามารถปิดอบายภูมิได้"
หากเข้าถึงไตรสรณคมณ์แล้ว จะสามารถปิดอบายภูมิได้"
หลวงตา: เรามองพระพุทธรูปหรือพระ แล้วรู้สึกยังไงล่ะ
ศิษย์: ขนลุกครับ ปิติ ชอบครับ
หลวงตา: นั่นแหละ เขาเรียกว่าเข้าถึงไตรสรณคมณ์
วันต่อมาผมนึกสงสัยในเรื่องนี้อีก จึงไปถามหลวงตาอีกครั้ง
ศิษย์: หากผู้ที่เพิ่งเริ่มปรารถนาพุทธภูมิ แต่สามารถเข้าถึงไตรสรณคมณ์ได้ จะปิดอบายภูมิเลยหรือ
หลวงตาม้าท่านก็เมตตาสั่งสอนว่า
"ถ้า เพิ่งปรารถนา มันต้องลงไปชิมดูก่อนนะ ถ้าเรียนจบทั้ง3ภพก็เป็นพระพุทธเจ้าได้เลย การสร้างบารมี เราต้องทำให้ครบ10อย่าง แต่ต้องเลือกเด่นๆสักอย่างหนึ่งในชาตินี้"
"พุทธภูมิจะต้องพยายามเป็นที่ ๑ ในทุกๆเรื่อง แม้เรื่องเรียนหนังสือก็เช่นกัน"
ความ เป็น ๑ ของพุทธภูมิไม่ได้มีไว้แข่งขันชิงดีชิงเด่นกับใคร หากแต่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ดังเช่นที่หลวงปู่ดู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า
"กำลังของพุทธภูมิ
มีหน้าที่จะทำให้มหาชนมีความสุข
ถ้าคนเรียกร้องหรือบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ
ความ เป็น ๑ ของพุทธภูมิไม่ได้มีไว้แข่งขันชิงดีชิงเด่นกับใคร หากแต่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ดังเช่นที่หลวงปู่ดู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า
"กำลังของพุทธภูมิ
มีหน้าที่จะทำให้มหาชนมีความสุข
ถ้าคนเรียกร้องหรือบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ
ก็ต้องลงมาช่วย จะคิดเอาแต่สบายได้ยังไง
นั่นไม่ใช่ความคิดของหน่อพุทธภูมิ"
นั่นไม่ใช่ความคิดของหน่อพุทธภูมิ"
http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=3685
หลวงพ่อฤาษีกับสมเด็จพระสังฆราชกล่าวถึงพุทธภูมิ
หลวงพ่อฤาษีกับสมเด็จพระสังฆราชกล่าวถึงพุทธภูมิ
ถามตอบปัญหาธรรม โดย เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ 69.
ถาม : ผู้ ที่เป็นพระโพธิสัตว์หรือพุทธภูมิ ไม่ต้องการเป็นอริยบุคคล ไม่ต้องการพระนิพพาน จนกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ช่วยคนให้พ้นทุกข์เห็นธรรมะ ให้คนอื่นเข้าพระนิพพานก่อน จะประพฤติธรรมแบบไหนจึงจะเพิ่มบารมีให้เต็มสมกับที่ตั้งใจเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตได้รวดเร็ว ?
ตอบ : ตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยานสมัยที่ท่านยังไม่ได้ลาพุทธภูมิ ดังนี้
1. คนที่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็ยังจะไม่เป็นพระอริยเจ้า แต่ก็ต้องเรียนวิชาที่เป็นพระอริยเจ้า เพื่อเรียนวิชาครูเอาไว้สอนผู้อื่น คือต้องปฏิบัติครบ ด้วยการให้ทาน มีศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณ กำลังใจทางบารมี 10 ให้ครบถ้วนตัดกิเลสร้อยรัดจิตใจ คือ สังโยชน์ 10 ให้ออกจากใจให้สะอาดปราศจากกิเลส และป้องกันไม่ให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ขอให้สรุปตัวเองว่า เราต้องการนิพพานดีกว่า ถ้าเราเป็นพระพุทธเจ้าได้ เราก็จะสอนคนให้ไปนิพพาน และวิชาที่สอนให้ไปนิพพานคือ บารมี 10 ความตั้งใจ กำลังเต็มที่จะปฏิบัติบารมี 10 ให้ครบถ้วน ละสังโยชน์ 10 ได้ จิตเราจะสามารถระงับกิเลส สังโยชน์ 10 ได้ แต่มันไม่เด็ดขาด นั่นคือ พุทธภูมิ ถ้าตัดสังโยชน์ได้เด็ดขาด ก็เป็นพระอริยเจ้าเป็นพระอรหันต์หรือสาวกภูมิได้
2. จะปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้า พุทธภูมิ สาวกภูมิ ก็ต้องปฏิบัติกรรมฐาน 40 ครบ มหาสติปัฏฐาน 4 ครบ ทำได้ถึงฌาน 4 หมด วิปัสสนาญาณต้องควบคู่กับสมถะภาวนาให้สม่ำเสมอกัน เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
3. พิจารณาเห็นว่าร่างกายไม่มีความหมาย มีความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์จาก นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน งานสาธารณะประโยชน์ เป็น ปรมัตถบารมีอย่างสูงสุด เป็นจุดที่มีบุญแรง เข้าถึงบารมีเต็มเร็ว เป็นการบั่นทอนกฎของกรรมต่าง ๆ ที่คอยกีดกั้นขวางงาน เป็นเมตตาบารมี กฎของกรรมก็ตามไม่ทัน เพราะบุญใหญ่ เวลาการบำเพ็ญบารมีของแต่ละท่านก็แตกต่างกัน คือ พระสาวกภูมิ ต้องบำเพ็ญบารมีนาน 1 อสงไขยกับแสนกัป พระอัครสาวก ต้องบำเพ็ญบารมีนาน 2 อสงไขยกับแสนกัป พระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมีนาน 2 อสงไขยกับแสนกัป พระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมีนาน 4 อสงไขยกับแสนกัป พระพุทธเจ้าศรัทธาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมีนาน 8 อสงไขยกับแสนกัป พระพุทธเจ้าวิริยะธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมีนาน 16 อสงไขยกับแสนกัป
โดย 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'
___________________________
ชีวิตในปัจจุบันนี้แม้น้อยก็สำคัญนัก
เพราะอดีตล่วงแล้วแก้ไขไม่ได้ ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง
ปัจจุบันจึงสำคัญที่สุด
ท่านพระอาจารย์สำคัญองค์หนึ่งท่านปรารถนาพุทธภูมิ คือปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ครั้นมาระลึกชาติได้ว่าเคยเกิดเป็นไก่หลายร้อยหลายพันชาติก่อนที่จะได้มา เป็นมนุษย์ในชาตินี้ ท่านก็เปลี่ยนความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธะ มาเป็นพระผู้ไกลกิเลสไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป เพราะท่านสลดสังเวชชีวิตที่่ผ่านมาแล้วมากมายและหวาดเกรงชีวิตที่จะต้องพบ อีกต่อไป นับภพนับชาติไม่ถ้วนกว่าจะถึงจุดปรารถนาคือ พุทธภูมิ ซึ่งมิใช่ว่าจะไปถึงกันได้โดยง่ายโดยเร็ว จะต้องใช้เวลานานแสนนานในอีกหลายร้อยหลายพันภพภูมิ โดยไม่อาจรู้ได้ว่ากรรมจะนำให้ไปเป็นอะไรลำบากยากเข็ญอย่างไร ซึ่งสำหรับท่านผู้ได้รู้แจ้งในอดีตชาติของท่านแล้วก็เกิดความกลัวยิ่งนัก เบื่อหน่ายความต้องเวียนว่ายในวัฏสงสารยิ่งนัก ด้วยความพากเพียรพยายามสุด สติปัญญาความสามารถที่จะตัดภพชาติอนาคตให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว ในที่สุดก็เชื่อกันว่าท่านพระอาจารย์สำคัญองค์นั้น ท่านก็สำเร็จประสงค์ถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้ในภพภูมิปัจจุบัน
ครูอาจารย์ท่านสำคัญๆ ท่านรับรอง และพระพุทธเจ้าก็ทรงรับรอง ว่าชาติในอนาคตมีอยู่สำหรับผู้ยังไม่สามารถทำกิเลสให้หมดสิ้นได้ และการทำกิเลสให้หมดสิ้นนั้นคนเป็นจำนวนมากทำไม่ได้ในเวลาอันสั้น ทั้งยังมีคนเป็นจำนวนมากไม่สนใจจะทำให้กิเลสหมดสิ้น ยังเกลือกกลั้วอยู่กับกิเลสอย่างหลงผิด ดังนั้น ภพชาติสำหรับคนเหล่านี้ยังมีอยู่มากมายนักหนา ใช้เวลานานแสนนานนับภพนับชาติหาได้ไม่ โอกาสที่กรรมจะตามไปถึงจึงมีมากมายนัก ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง และอย่าคิดผิดว่า เมื่อถึงวันนั้นเวลานั้นก็จะจำไม่ได้แล้วว่าเราเป็นเรา อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่เดือดร้อน ความคิดเช่นนี้อาจจะเกิดแก่เราแล้วในอดีตชาติ และมาในปัจจุบัน เมื่อต้องพบกับความเดือดร้อนเราก็เดือดร้อน มิใช่ว่าเราไม่เดือดร้อน ทั้งที่มิใช่ว่าเราจะจำได้ว่า เราเป็นเราไม่ว่าจะเกิดเป็นใครเป็นอะไรเมื่อใด ภพชาติไหนก็ตาม เมื่อเป็นทุกข์ก็ต้องเป็นทุกข์เมื่อเป็นสุขก็ต้องเป็นสุข จึงไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ควรพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ในอนาคตต้องเป็นทุกข์ หรือเพื่อไม่ให้กรรมไม่ดีที่ทำไว้ตามทัน ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม
ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต ที่ว่าชีวิตนี้คือชีวิตในชาติ ปัจจุบันนี้สำคัญ ก็เพราะในชีวิตนี้เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ทำไว้ในอดีตได้ และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตให้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้ ชีวิตในอดีตล่วงเลยแล้ว ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึง ยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้
ชีวิตนี้น้อยนักแต่มีความสำคัญนักด้วยเหมือนกัน ถ้าชีวิตนี้ไม่วิ่งหนีกรรมไม่ดีในอนาคต ชีวิตนี้ก็จะรับผลกรรมไม่ดี ถ้าวิ่งหนีก็จะพ้นได้ กรรมไม่ดีจะตามทันหรือไม่ขึ้นอยู่กับชีวิตนี้ ยิ่งกว่านั้นถ้ากรรมตามทันในชีวิตนี้ ก็จะตามต่อไปได้อีกในชีวิตอนาคตกรรมไม่ดีที่ทำไว้ในอดีตมากมายอาจจะตามไม่ ทันตลอดไปก็ได้ถ้าทำชาตินี้ให้ดีที่สุด
ดูภาพผู้คนในบางประเทศที่อดอยากแสนสาหัส หน้าตาแทบจะไม่เป็นคน เหมือนโครงกระดูกเดินได้ เด็กเล็กๆ น่าสงสารไม่มีเนื้อ มีแต่หนังหุ้มกระดูก ผู้ใดเห็นผู้นั้นก็สลดใจอย่างยิ่ง สงสารอย่างยิ่ง เมื่อเกิดความรู้สึกเช่นนั้น ก็พึงนึกถึงตนเอง ใครเล่าจะรับรองได้ ว่าเมื่อตายไปจากภพชาตินี้แล้ว เราจะไม่ไปเกิดในประเทศเช่นนั้น จะไม่ไปมีสภาพเช่นโครงกระดูกเดินได้ด้วยความอดอยากยากแค้นเช่นนั้น
ใครเล่าจะรับรองได้ว่าในอดีตชาติเราไม่ได้เป็นคนคับแคบ ไม่เคยทำบุญให้ข้าวปลาอาหารแก่ใครเลย มารดาบิดาผู้แก่ชราก็หาได้สนใจให้ข้าวให้น้ำให้มีความสุขอิ่มหนำสำราญไม่ ยิ่งเป็นสัตว์หมาแมวด้วยแล้ว ไม่เคยเมตตาปรานีให้ข้าวสักเม็ดให้น้ำสักหยด เมื่อไม่รู้ตัวว่าเคยเป็นเช่นนี้มาก่อนในอดีตชาติ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าในอนาคตจะต้องไปมีสภาพอดอยากจนเป็นโครงกระดูกเดินได้หรือ ไม่ ความเป็นไปได้มีอยู่สำหรับทุกคน เพราะทุกคนได้ทำกรรมไว้เป็นอันมากต่างๆ กัน อันอาจจะเป็นเหตุให้ต้องอดอยากยากแค้นแสนสาหัสตั้งแต่เริ่มลืมตาเห็นโลก ไปเกิดในประเทศที่เรียกกันว่าเป็นนรกในโลก อย่าประมาทอย่ามั่นใจว่าอนาคตสำหรับเราจะไม่เป็นเช่นนั้น กรรมเช่นนั้นอาจจะวิ่งไล่เรามา โดยที่เราไม่รู้ไม่เห็น แม้ไม่ประมาทต้องวิ่งหนีให้สุดกำลังความสามารถ ชีวิตนี้เท่านั้นที่เราจะพบทางหนีได้ และชีวิตนี้ก็น้อยนัก มัวผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ พ้นจากชาตินี้ไปแล้ว จะไม่มีโอกาสดีให้วิ่งหนีกรรมได้อีกเลย
เมื่อชีวิตนี้น้อยนัก ผู้มีปัญญามีสัมมาทิฐิก็คิดไปทางหนึ่ง ผู้เบาปัญญามีมิจฉาทิฐิก็คิดไปทางหนึ่ง พวกผู้มีปัญญามีสัมมาทิฐิคือความเห็นชอบก็จะคิดได้ว่าชีวิตนี้สั้น อีกไม่เท่าไรก็จะต้องตาย ตายแล้วก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ เอาไปได้ก็แต่บุญบาป หรือความดีความชั่วเท่านั้น พวกผู้มีปัญญาคิดเช่นนี้ จึงเร่งทำความดี ส่วนพวกผู้เบาปัญญามีมิจฉาทิฐิคือความเห็นผิดก็จะคิดว่าชีวิตนี้สั้น อีกไม่เท่าไรก็จะต้องตาย มีวิธีใดจะให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองก็ต้องรีบหา ไม่มัวคำนึงว่าจะผิดหรือถูก ถูกผิดก็ช่าง ให้ได้ก็พอใจ พวกผู้เบาปัญญาคิดเช่นนี้ จึงทำบาปทำความไม่ดีได้เสมอ ชีวิตนี้สำหรับบุคคลสองประเภทดังกล่าง มีคุณมีโทษแก่สองฝ่ายแตกต่างกัน เป็นไปตามทิฐิคือความเห็นดังกล่าว
อย่าเป็นผู้มีมิจฉาทิฐิที่โฉดเขลาเบาปัญญาเลย เพราะจะทำชีวิตนี้ให้สูญเปล่า ไม่อาจหนีพ้นมือที่น่าสะพรึงกลัวแห่งกรรมไม่ดี ไม่อาจได้เข้าไปอยู่ในความโอบอุ้มทะนุถนอมของมือที่อบอุ่นแห่งบุญคือกรรมดี โอกาสอันดีที่มีอยู่น้อยนักเพียงชั่วชีวิตอันน้อยนักนี้ก็จะผ่านไปอย่างไม่ อาจเรียกกลับคืนได้ กรรมไม่ดีที่ทำไว้แน่ก็จะแห่ห้อมเข้าประชิด แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในชีวิตนี้ ชีวิตของผู้ที่ไม่รู้จักวิ่งหนีกรรม
มาเป็นผู้มีปัญญามีสัมมาทิฐิเถิด ชีวิตอันน้อยนี้จะได้ไม่สูญเปล่า จะได้สามารถใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ได้ คือหนีไกลจากกรรมไม่ดีได้ กรรมไม่ดีที่กำลังติดตามเราทุกคนอยู่นั้นมีมากมายนัก ทั้งที่หนักและที่เบา ทั้งที่จะทรมานชีวิตเราไม่หนักนักหนา ทั้งที่จะทรมารเราจนแทบว่าจะรับไม่ไหว ทั้งที่เราอาจจะรับไม่ไหวจริงๆ ด้วย
คิดดี พูดดี ทำดี เพียงทำสามประการนี้ให้สม่ำเสมอตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน ก็จะสามารถหนีมือแห่งกรรมไม่ดีได้ มือแห่งกรรมไม่ดีจะไม่สามารถตะครุบไว้ในอำนาจได้ บาปกรรมใดๆ แม้ได้กระทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ จะไม่อาจตามสนองได้ง่ายๆ ในภพชาตินี้ อย่างมากก็จะเพียงไล่ตามตะครุบอยู่อย่างหมายมั่นจะทำให้ได้สำเร็จเท่านั้น ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี เสมอ
ทุกวันนี้มีตัวอย่างผู้ที่ถูกมือแห่งกรรมตามทันจับได้มากมาย คนสวยคนงามถูกมือของกรรมร้ายทำให้กลายเป็นคนสิ้นสวยสิ้นงาม ทนความรู้สึกของตนเห็นรูปลักษณ์ของตนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส คนบางคนแขนขาบริบูรณ์ถูกมือของกรรมร้าย ทำให้กลายเป็นคนเหลือขาครึ่งเดียวบ้าง ข้างเดียวบ้าง คนบางคนมีลูกรักดังดวงใจ ลูกออกจากบ้านไป ก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย มือของกรรมร้ายปลิดชีวิตของเขาแล้วอย่างโหดเ**้ยมอำมหิตกลายเป็นศพคอขาดก็มี ไส้ทะลักก็มี คนบางคนนอนหลับอยู่ในบ้านเรือนตนด้วยความรู้สึกปลอดภัยแท้ๆ แต่ก็กลับมีมือของกรรมร้ายเอื้อมเข้าไปห้ำหั่นถึงฟูกถึงหมอน เสียเลือดเนื้อ และเสียชีวิต นี่คืออำนาจร้ายแรงแห่งกรรม
ดังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านตัดสินความระหว่างพระสององค์ ว่าองค์ที่ถูกทำร้ายเป็นผู้ที่ทำร้ายก่อน ผู้ไม่เข้าใจเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมก็จะคิดว่าสมเด็จฯ ท่านไม่ยุติธรรมตัดสินเข้าข้างผู้ผิด แต่ผู้เข้าใจเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม ย่อมจะเข้าใจคำตัดสินของสมเด็จฯ ท่าน ไม่มีผู้ใดจะได้รับสิ่งที่ตนไม่ได้ทำไว้ด้วยตนเอง ทำไว้ในอดีตมารับผลในปัจจุบันได้ ทำในปัจจุบันก็จะได้รับผลในอนาคตเช่นกัน และอนาคตนั้นไม่หมายถึงต้องข้ามภพชาติเสมอไป อนาคตในภพชาตินี้ก็ได้ ดังนั้น แม้เชื่อในเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรมหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ไม่สมควรเสี่ยงรับผลร้ายที่จะเกิดแต่การทำความไม่ดี ความไม่ดีหนักหนาเพียงไร ยิ่งให้ผลร้ายแรงเพียงนั้น ยิ่งไม่สมควรเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำความไม่ดีหนักหนานั้น
โดย 'สมเด็จพระสังฆราช'
ที่มา
[url=http://www.buddhapoem.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=buddhapoemcom&thispage=25&No=86662]
Subscribe to:
Posts (Atom)